วิกฤตซ้อนโอกาส! พิษสงครามลาม "จานข้าวโลก" โจทย์หินผู้ผลิตอาหารไทย รับมือต้นทุนพุ่ง

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday April 23, 2026 11:54 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

วิกฤตซ้อนโอกาส! พิษสงครามลาม

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในมิติด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และมิติด้านการบริโภคที่ชะลอลง รวมทั้งความเสี่ยงขาดแคลนวัตถุดิบ และปัจจัยการผลิตจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทาน (Supply disruption)

โดยต้นทุนการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน วัตถุดิบ และปัจจัยการผลิตที่เชื่อมโยงกับพลังงาน โดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีที่พุ่งสูงขึ้นมาก และเสี่ยงขาดแคลน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เล่นในระดับต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตอาหารในวงกว้างทั้งเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง

วิกฤตซ้อนโอกาส! พิษสงครามลาม

ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในห่วงโซ่การผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ยังต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงาน รวมทั้งต้นทุนค่าขนส่ง และโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการที่มีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตสูง (High energy intensity) หรือมีตลาดส่งออกปลายทางที่ค่อนข้างไกล

นอกจากนี้ วิกฤตพลังงานยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อีกด้วย โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก สะท้อนได้จากราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ตามราคาวัตถุดิบต้นน้ำ และมีแนวโน้มขาดแคลนในระยะข้างหน้า ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าของอุตสาหกรรมปลายน้ำที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

สำหรับด้านอุปสงค์ แม้ในภาพรวมไทยจะพึ่งพาการส่งออกสินค้าอาหารไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางในระดับต่ำ แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและไทย รวมทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น อาจกดดันให้การบริโภคสินค้าอาหารและเครื่องดื่มฟุ่มเฟือยบางประเภท ชะลอลงหรือหดตัวได้ ขณะที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สินค้าที่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะการแข่งขัน โดยผู้ประกอบการที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนและซัพพลายเชนได้ดีกว่า จะมีความได้เปรียบมากกว่า

ทั้งนี้ ภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ ยังมีส่วนทำให้สถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารโลก (Global food security) อยู่ในภาวะที่เปราะบางมากขึ้นอีกด้วย ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มประกาศระงับการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อเร่งสร้างความมั่นคงด้านอาหาร (Food security) ในประเทศและสำรองไว้บริโภคยามฉุกเฉิน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้อุปทานอาหารบางอย่างออกสู่ตลาดโลกน้อยลง

ขณะที่การหยุดชะงักของสายเดินเรือ หรือระบบโลจิสติกส์ ซ้ำเติมให้อุปทานอาหารโลกอยู่ในภาวะขาดแคลนมากยิ่งขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งผู้บริโภคในประเทศที่เป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ

อย่างไรก็ดี ไทยอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภทที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีอายุการเก็บรักษานาน รวมถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมทาน และโปรตีนพื้นฐานที่มีราคาไม่แพง ที่มีแนวโน้มได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าต่าง ๆ รวมทั้งคู่ค้าในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นมาก เพื่อเร่งสะสมสต็อกสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และสำรองไว้บริโภคในยามฉุกเฉินหากสงครามยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการสินค้าอาหารบางประเภทในการขยายตลาดส่งออกและสร้างรายได้เพิ่มเติม

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัวเชิงรุก เพื่อคว้าโอกาสท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ เพื่อให้ได้รับอานิสงส์สูงสุด และลดความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลาง ทั้งในเรื่องการวางแผน และบริหารเส้นทางขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ เพื่อหลีกเลี่ยงจุดยุทธศาสตร์ที่มีความเสี่ยงอย่างช่องแคบฮอร์มุซ หรือทะเลแดง โดยอาจพิจารณาเส้นทาง Land Bridge หรือขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือที่อยู่นอกเขตความขัดแย้ง เช่น ท่าเรือจาเบล อาลี (Jebel Ali) ในดูไบแทน (หากยังสามารถเข้าได้) รวมไปถึงจองพื้นที่และสายเรือล่วงหน้า และทำสัญญาระยะยาวเพื่อล็อกค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ร่วมกับการทำประกันภัยสงคราม (War Risk Insurance) เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้า และรายได้จากการส่งออก จะไม่สูญหายหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

นอกจากการบริหารเส้นทางขนส่งและโลจิสติกส์แล้ว ผู้ประกอบการส่งออกยังอาจพิจารณากระจายความเสี่ยง โดยอาจเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดปลายทางที่อยู่ใกล้ไทยมากขึ้น หรือมีความปลอดภัยมากขึ้น เช่น ตลาดส่งออกภายในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง ที่แม้จะมีความเสี่ยงจากสงครามน้อย แต่ก็อาจมีความต้องการกักตุนสินค้าอาหารเพิ่มขึ้นเช่นกัน รวมไปถึงอาจหาช่องทางในการส่งออกอาหารทดแทนประเทศในตะวันออกกลางบางประเทศ ที่ระงับการส่งออกอาหารในช่วงเวลานี้ร่วมด้วย

รวมทั้งอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม (Packaging innovation) เพื่อลดการพึ่งพาเม็ดพลาสติกที่เสี่ยงขาดแคลนและหันไปใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น เช่น แก้ว กระดาษ หรือแม้แต่การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) ที่ผลิตภายในประเทศทดแทน ซึ่งนอกจากจะลดการพึ่งพาน้ำมันดิบแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์ได้ดีขึ้น และลดความผันผวนจากปัจจัยภายนอก รวมทั้งยังสนับสนุนให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย และลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่ออุตสาหกรรมอาหา รและเครื่องดื่มของไทยทั้งระบบอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในทางกลับกัน สถานการณ์ครั้งนี้ ก็ก่อให้เกิดโอกาสเชิงกลยุทธ์สำหรับไทยในการรุกตลาดส่งออก ในฐานะครัวของโลกและผู้ผลิตอาหารที่มีความมั่นคงและปลอดภัย พร้อม ๆ ไปกับการยกระดับผลิตภัณฑ์มาตรฐานฮาลาลเข้าสู่ตลาดโลก

ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเกษตรแม่นยำ เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ปุ๋ย รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่บรรจุภัณฑ์ชีวภาพที่ยั่งยืน และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ และยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงด้านอาหาร และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมเกษตร และอาหารของไทย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ