กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ประเมินทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.00-32.70 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 32.44 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 31.99-32.51 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 สัปดาห์ เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงครอบงำบรรยากาศการลงทุน
โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ขยายเวลาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ระบุว่า เขาไม่เร่งรีบที่จะยุติสงครามและได้สั่งโจมตีเรือของอิหร่านที่กำลังวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกัน รายงานที่ว่าอิหร่านกำลังเพิ่มการวางทุ่นระเบิด ได้ยกระดับความเสี่ยงในตลาดอีกทางหนึ่ง โดยแม้ว่าการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน จะถูกขยายออกไปอีก 3 สัปดาห์ แต่อิหร่านดูเหมือนจะยังปฏิเสธการเจรจาสันติภาพเพิ่มเติมกับสหรัฐฯ ในระยะนี้ ทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทย 7,159 ล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตรสุทธิ 4,257 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้ BAY คาดว่า ธนาคารกลางรายใหญ่ 4 แห่ง จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามเดิม อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จะทดสอบความอดทนของผู้ดำเนินนโยบายการเงิน นำโดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ขณะที่ตลาดคาดว่า ภาพดังกล่าวอาจเปลี่ยนไปในการประชุมรอบถัดไปในเดือนมิ.ย.
อย่างไรก็ดี ในกรณีของญี่ปุ่น อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงติดลบอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความเสี่ยงที่ว่าโทนการสื่อสารของ BOJ อาจกระตุ้นแรงขายเงินเยนรอบใหม่ ซึ่งอาจส่งผลให้กระทรวงการคลังญี่ปุ่น ต้องเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงินในที่สุด
ส่วนปัจจัยในประเทศ BAY คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.00% ในวันที่ 29 เม.ย. 69 แม้แรงกดดันจากเงินเฟ้อด้านต้นทุนเป็นขาขึ้น แต่การประคองเศรษฐกิจยังจำเป็น ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กระทบภาคการผลิต การท่องเที่ยว และกำลังซื้อของครัวเรือน
ทางด้าน Moodys ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทย ขึ้นเป็นมีเสถียรภาพ (Stable) จากเชิงลบ (Negative) และคงอันดับเครดิตประเทศที่ Baa1 โดยอ้างถึงความเสี่ยงจากภาษีการค้าลดลง และการลงทุนเริ่มฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดเชิงโครงสร้า งยังเป็นปัจจัยกดดันแนวโน้มในระยะกลาง