นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยในการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานแก่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ว่า มาตรการลดภาระค่าเดินทางค่ารถไฟฟ้าเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน ปัจจุบันใช้กับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วงนั้น ประชาชนได้ประโยชน์และเกิดความคุ้มค่า โดยเฉพาะการเดินทางไปและกลับหรือ 2 เที่ยว และหากเดินทางเที่ยวที่ 3 จะเป็นกำไรทันที
ดังนั้นจะขยายออกไปครอบคลุมรถไฟฟ้าทั้ง 8 สายซึ่งเบื้องต้นจะกำหนดราคาให้เหมาะสมกับค่าครองชีพและไม่เป็นภาระประชาชน ใช้เดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และไม่เป็นภาระกับงบประมาณรัฐมากเกินไป โดยมีเป้าหมายม.ค. 70 ให้ค่าโดยสารร่วมเกิดขึ้น ดังนั้น กรมรางต้องไปศึกษาหารูปแบบ และเสนอแนะให้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ไปดำเนินการ ตอนนี้ต้องเร่งรัดให้ รฟม. เป็นผู้บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) ซึ่งรถไฟฟ้าที่เป็นรูปแบบสัมปทาน PPP Net Cost มี 2 บริษัท อายุสัญญาแต่ละโครงการเหลือไม่เท่ากัน ดังนั้นการเจรจาก็จะไม่เหมือนกันและไม่ได้ใช้การซื้อคืนเหมือนกันทั้งหมด

โดย บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบมจ.บีทีเอส กรุป โฮลดิ้งส์ [BTS] ผู้บริหารและเดิน รถไฟฟ้าสายสีเขียว เส้นทางหลัก สายสุขุมวิท ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และสายสีลม ช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน สัญญาจะสิ้นสุดปี 2572 นับจากนี้เหลือประมาณ 3 ปี ส่วนบมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ [BEM] รับสัมปทานสีน้ำเงินเหลืออายุสัญญาอีกนาน
เบื้องต้นกรณี BTSC สัปมทานเหลืออีก 3 ปี อาจไม่ต้องใช้การซื้อคืน แต่แนวทางเบื้องต้นอาจเจรจาปรับรูปแบบสัญญา โดยให้รัฐเป็นผู้กำหนดอัตราค่าโดยสารเพื่อให้เป็นระบบค่าโดยสารร่วมที่ถูกลง ดังนั้นรัฐต้องกำหนดราคาและเป็นผู้จัดเก็บรายได้ โดยคาดว่าจะมีหลายแนวทางที่ไม่เป็นภาระงบประมาณ ตอนนี้หลักการเน้นรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการอยู่ ยังไม่รวมสายสีส้มที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ

ส่วนสีเขียว ต่อขยาย 2 ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต จำนวน 16 สถานี ระยะทาง 19 กม. และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ จำนวน 9 สถานี ระยะทาง 13 กม. เดิมเป็นของรฟม.ที่โอนไปให้กทม.แล้วกทม.จ้างบีทีเอสเดินรถ ส่วนนี้ ไม่น่ามีปัญหา เพราะสินทรัพย์เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ โอนกลับไปจากกทม.มาให้รฟม.ได้ แต่ส่วนขยาย 1 ช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า และอ่อนนุช-แบริ่ง จำนวน 11 สถานีระยะทาง 12.75 กม.กทม.ลงทุนแล้วจ้างบีทีเอสเดินรถ คาดว่าไม่น่าปัญหาแต่ให้ดูรายละเอียดอีกครั้ง ขณะที่สัมปทานหลัก สายสุขุมวิท ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และสายสีลม ช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน จำนวน 24 สถานี ระยะทาง 23.50 กม.ต้องเจรจา
"หลักการ 1 ม.ค.70 อยากให้ใช้ได้ทุกสายแต่ถ้าไม่ทันก็ใช้กับสายที่ทำได้ก่อนแต่จะทำให้ได้มากที่สุด คือไม่อยากให้เอาเงื่อนไขเวลามาทำให้รัฐถูกเอกชนบีบ เพราะมีเรื่องยากง่ายในการเจรจาซึ่งแต่ละสายไม่เหมือนกัน"นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า นโยบายค่ารถไฟฟ้าเหมา 40 บาททั้งวันสำหรับสายสีแดงและสีม่วง รัฐใช้เงินอุดหนุนน้อยกว่ารถไฟฟ้า 20 บาทต่อเที่ยว ซึ่งปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทั้ง 2 สายเป็นรถไฟฟ้าที่รัฐลงทุนเองโดยจ้างเอกชนเดินรถ ดังนั้นมีประชาชนใช้บริการมากเท่าไร รัฐก็จะอุดหนุนลดลงมากเท่านั้น ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม มีเป้าหมายวันที่ 1 ม.ค. 2570 ให้ขยายเพิ่มเติมนั้น ความหมายคือสายไหนสีไหนทำได้ ก็ทำ สายไหนที่ยังติดขัดทำไม่ได้ก็รอไปก่อน และยืนยันว่าจะไม่ใช้งบประมาณไปซื้อคืนหรือกู้เงินเพื่อซื้อคืนแต่อย่างใด ไม่มีผลกระทบต่องบประมาณหรือ เพดานหนี้สาธารณะแต่อย่างใด กรณีตัวเลข 1.4 แสนล้านบาท เป็นการประเมินมูลค่าการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 8 สายให้เห็นว่าเป็นเท่าไร แต่ไม่ใช่เอาเงินไปซื้อคืนมา
นายพิเชฐกล่าวว่า การโอนหรือซื้อคืนสัมปทานมาให้รฟม.ได้ จะต้องเริ่มจาก Single Ownership ซึ่งขณะนี้รอ นายกฯ ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน มีรมว.คมนาคมเป็นประธาน เพื่อสรุปหลักการ ให้รฟม.ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม(Single Ownership) และเสนอครม.ภายใน 2-3 เดือนนี้ เนื่องจากเดิมเรื่องนี้ เริ่มตั้งแต่รัฐบาลชุดแล้ว มีหลักการไว้หมดแต่เสนอครม.ไม่ทันเพราะยุบสภาไปก่อน ดังนั้นเมื่อมีรัฐบาลใหม่ จึงต้องตั้งคณะกก.ขับเคลื่อนฯใหม่ และนำเรื่องมาพิจารณาทบทวน ค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวันสำหรับ เดินทางใกล้ไม่เกิน 10 สถานีต่อเที่ยว ค่าโดยสาร 60 บาทตลอดวัน สำหรับเดินทางไกลเกิน 10 สถานีต่อเที่ยว เป็นต้น
หลังจากครม.เห็นชอบ จะดำเนินการ 2 อย่าง คือ
1.โอนอำนาจในการจัดเก็บค่าโดยสารและภาระการจ่ายค่าจ้างเดินรถ รถไฟฟ้าทุกสาย ให้รฟม. ซึ่งกทม.จะโอนสิทธิสายสีเขียว ส่วนรฟท.โอนสิทธิสายสีแดง เป็นต้น
2.ดำเนินการปรับรูปแบบสัญญาโครงการที่เป็น Net Cost เป็น Gross Cost ทั้งหมด โดยคณะกรรมการมาตรา 43 ซึ่งกรณีบีทีเอส สัมปทานไข่แดงหากเจรจาไม่ลงตัวไม่สามารถเปลี่ยนเป็น Gross Cost ก็ปล่อยไปจนสัญญาหมดปี 72 แล้วค่อยไปรวมกับส่วนจ้างวิ่งที่สัญญาจะหมดปี 2585
"หลักการรัฐจัดเก็บค่าโดยสาร และจ่ายค่าจ้างเดินรถให้เอกชนแน่นอนไม่มีความเสี่ยง สามารถนำทรัพย์สินไปกู้เงินได้ ซึ่งรัฐกำหนดค่าโดยสารเหมาตลอดวัน 40 บาท สำหรับเดินทางไม่เกิน 10 สถานีนั้น จะมีการปรับขึ้นปีละ 5 บาท จากปีแรก 40 บาทตลอดวัน ไปจนถึงปีที่ 6 โดยค่าโดยสารจะไปอยู่ที่ 90 บาทตลอดวัน หรือเท่ากับเที่ยวละ 45 บาท กรณีเดินทางไปและกลับ ก็ถือว่าคุ้มกว่าราคาในปัจจุบัน ที่บางเที่ยวระยะไกลจ่ายมากกว่า 120 บาท ดังนั้นในระยะยาว เชื่อว่าจะจูงใจและเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร ซึ่งยิ่งผู้โดยสารเพิ่มเท่าไรก็จะยิ่งทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น และอาจจะพิจารณาชะลอการปรับขึ้นค่าโดยสารปีละ 5 บาทก็ได้ "นอกจากนี้ เร่งผลักดันโครงการระยะเร่งด่วน (Quick Win) อาทิ เร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่ และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างให้เปิดให้บริการโดยเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางราง รวมถึงการพัฒนา ICD ลาดกระบัง เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ เร่งดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการขนาดใหญ่ตามแผน รวมถึงส่งเสริมการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และเร่งพัฒนาระบบดิจิทัลภาครัฐ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ เร่งรัดลงนามสัญญากับโครงการที่ประมูลเรียบร้อยแล้ว
รวมถึงการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งทางราง สนับสนุนการนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในระบบรางอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ลดมลพิษทางอากาศ และแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 สอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศในระยะยาว
การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาระบบรางอย่างยั่งยืน มอบหมายให้จัดทำแผนแม่บทโครงข่ายคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบ พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการลงทุน ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ซึ่งขณะนี้ยังมีอีก 3 เส้นทางที่ยังไม่ผ่านสภาพัฒน์ ได้แก่ ชุมทางถนนจิระ - อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,095.36 ล้านบาท , ปากน้ำโพ - เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143.24 ล้านบาท และ เด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222.14 ล้านบาท ให้พิจารณารูปแบบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เปลี่ยนจากการลงทุนโดยใช้งบประมาณรัฐทั้งหมดเป็นใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) ได้หรือไม่ พร้อมเร่งรัดโครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงข่ายในภูมิภาค รวมถึงการเชื่อมโยงโครงข่ายกับประเทศเพื่อนบ้านให้เป็นไปตามแผนแม่บท
สำหรับการให้เอกชนเช่าใช้รางสำหรับเดินรถทั้งสินค้าและโดยสารนั้น ภายใต้พ.ร.บ.การขนส่งทางรางฯ สามารถดำเนินการได้แล้ว นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำการยกระดับคุณภาพการให้บริการ ทั้งด้านความสะอาด ความปลอดภัย และความสะดวกสบายของสถานีและขบวนรถ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อรองรับการเดินทางและการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
นายสิริพงศ์ กล่าวย้ำว่า ขร. มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบรางของประเทศให้เป็นระบบขนส่งหลัก ทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง และรถไฟฟ้าในเขตเมืองและภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง สะดวก ปลอดภัย และมีคุณภาพ
นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในฐานะประธานแผนฟื้นฟูการรถไฟฯ ปัจจุบัน การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีแผนจัดซื้อหัวจักรและล้อเลื่อนค่อนข้างมากแต่เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด ดังนั้นกรณีที่ได้รับจัดสรรงบประมาณจะใช้สำหรับจัดซื้อหัวรถจักร ล้อเลื่อนสำหรับใช้ในเส้นทางที่รถไฟมีอยู่ในปัจจุบันเพื่อเพิ่มความสามารถบริการของรฟท. ส่วนรถไฟทางคู่สายใหม่ 2 เส้นทาง ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ทั้งเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ และบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม รฟท.เองไม่สามารถจัดหารถจักร ล้อเลื่อนมาให้บริการได้ 2เส้นทางนี้จะเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาใช้รางเดินรถ