นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา)ว้า ได้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับทางบริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด (ซีพี.) ไปแล้วว่า จะไม่มีการแก้ไขสัญญา โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินค่าร่วมลงทุนของรัฐ จากจ่ายเมื่อก่อสร้างเสร็จและเปิดเดินรถเป็นสร้างไปจ่ายไปตามงวดงาน เพราะยอมรับไม่ได้ โดยยืนยันต้องก่อสร้างให้เสร็จภายในเวลา 5 ปี จากนั้น รัฐจึงจะจ่ายค่าร่วมลงทุนเป็นระยะเวลา 10 ปี
แต่จากเหตุการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความผันแปรในด้านพลังงาน ต้นทุนการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ที่ปรับเพิ่มขึ้น หากเอกชนเห็นว่าไม่ไหว อยากจะขอยกเลิกสัญญาก็สามารถแจ้งมากระทรวงคมนาคม หรือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในฐานะคู่สัญญาได้ เพื่อนำไปพิจารณาต่อไปว่าจะสามารถดำเนินการแค่ไหน
ทั้งนี้เนื่องจาก มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ กรณีเอกชนที่มีสัญญาแล้ว หากไม่สามารถดำเนินการโครงการต่อไปได้ ด้วยเหตุปัจจัยจากสงครามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ภาครัฐเปิดโอกาสให้รื้อสัญญาหรือบอกเลิกสัญญาได้
"กรณีที่ให้เอกชนขอเลิกสัญญาได้ เป็นการหารือและแจ้งกับเอกชนเป็นการภายใน อย่างไม่เป็นทางการ แต่ไม่ขอบอกว่าเป็นผู้บริหารคนไหน ซึ่งการเลิกสัญญาทางเอกชนต้องเสนอและนำเข้าหารือไปที่เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)หรืออีอีซี ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลโครงการ"นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การดำเนินการทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และหากเอกชนอยากเจรจาจะให้เลขาธิการฯอีอีซี เปิดเจรจาอย่างเป็นทางการ
"ที่ผ่านมาทุกอย่างยังไม่เป็นทางการ ผมยืนยันที่พูดคุยเป็นการพูดคุยส่วนตัว ส่วนเรื่องการผลักดันให้เกิด สวนสนุกขนาดใหญ่ และสนามกีฬาขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซี ไม่เกี่ยวกับการเจรจากับรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน แต่ผมพูดในฐานะที่กำกับดูแลอีอีซี ที่เห็นว่า การมีกิจกรรมสวนสนุก สนามกีฬาขนาดใหญ่ จะทำให้มีผู้คนเดินทางไปยังพื้นที่อีอีซีเพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมา เป็นการให้โจทย์กับ ทางเอกชนสามารถนำไปคิดต่อว่า โจทย์ที่รัฐส่งออกไป จะมีผลต่อจุดคุ้มทุนโครงการรถไฟเชื่อม3 สนามบินอย่างไร หากคิดว่าไม่เจอจุดคุ้มทุนก็บอกเลิกได้ เพราะมติครม.ที่ประกาศ ไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งงาน"นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า นโยบายรมว.คมนาคมชัดเจน ย้ำจุดยืนไม่แก้ไขสัญญาร่วมลงทุน คือไม่รับแก้ไขหลักการของมติครม.เดิม ทางรฟท.รับนโยบายและไปหาวิธีดำเนินการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งเงื่อนไขที่ส่งไป มี 2 ประเด็น คือ
1.สร้างไป จ่ายไป หรือรัฐจ่ายค่าร่วมทุนเร็วขึ้น ซึ่งนโยบายไม่ยอมรับ ยืนยันให้ใช้เงื่อนไขเดิมที่เอกชนมีหน้าที่ก่อสร้างให้เสร็จก่อน
2. ชำระค่าสิทธิ แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แบ่งชำระ 7 งวด ยืนยันให้ใช้เงื่อนไขเดิมเช่นกัน คือ จ่ายหมดในงวดเดียวถึงจะได้สิทธิ์การเดินรถ ซึ่งขณะนี้ ให้เอเชียเอราวัณ เดินรถ แต่สิทธิยังเป็นของรฟท. โดยเอกชนมีภาระขาดทุนสะสมประมาณ 300-400 ล้านบาท นับจากวันที่ 25 ต.ค. 2564 ถึงปัจจุบัน
"ที่ผ่านมาทางเอกชนมีความพยายามที่จะเดินหน้าโครงการ จึงเจรจาเรื่องปรับเงื่อนไขจ่ายเงิน โดยวางหลักประกันเพิ่มเติม แต่หลักการตอนนี้ นโยบายยืนยันไม่แก้สัญญา รฟท.จะนัดหารือกับทางเอกชน เพื่อเจรจากันอย่างเป็นทางการร่วมกับทางอีอีซีด้วย คาดว่าจะภายในเดือนพ.ค.นี้ และคาดหวังให้ได้ข้อสรุปชัดเจนในเดือนก.ค.นี้"อย่างไรก็ตาม กรณีเอกชนขอเลิกสัญญาและรัฐพิจารณาให้เลิกสัญญาได้ ทางรฟท.มีแผนสำรองในการดำเนินโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินเอง ขณะนี้ EIA ผ่านแล้ว เวนคืนแล้วปัญหาอุปสรรคเรื่องพื้นที่ไม่มีแล้ว โดยมีจุดที่ต้องเร่งรัด คือ ช่วงโครงสร้างร่วม กับรถไฟไทย-จีน สัญญา 4-1 และบริเวณอุโมงค์ลอดใต้รันเวย์สนามบินอู่ตะเภา ส่วนแนวเส้นทางจุดอื่น ยังพอมีเวลาก่อสร้าง ทั้งนี้กรณีเลิกสัญญา รฟท.เป็นผู้ก่อสร้างเอง กระบวนการจะล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 -3 ปี เนื่องจาก ฝ่ายรัฐ โดยรฟท.จะต้องเริ่มต้นโครงการใหม่ตั้งแต่การออกแบบรายละเอียด และเปิดประมูลก่อสร้าง ส่วนระยะเวลาก่อสร้างยังคงอยู่ที่ 5 ปีครึ่งเหมือนเดิม ซึ่งเป็นการสูญเสียทางต้นทุนด้านเวลา
สำหรับโอกาสในการเชิญผูยื่นข้อเสนอรายที่ 2 คือ บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ [BTS] มาเจรจาได้หรือไม่ นายอนันต์กล่าวว่า เรื่องนี้ตอบยาก เพราะต้องพิจารณาระเบียบที่เกี่ยวข้องเนื่องจากโครงการมีการประมูลเสร็จสิ้นและมีคู่สัญญาแล้ว เอกชนที่เข้าร่วมมีการคืนหลักประกันซองและหนังสือยืนราคา น่าจะหมดอายุไปแล้ว