นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงาน SME D Bank ไตรมาสแรกของปี 2569 เป็นไปตามเป้าหมาย สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนกว่า 19,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (2568) ส่วนมากเป็นการเติมทุนให้แก่ผู้ประกอบการรายเล็ก วงเงินไม่เกินรายละ 15 ล้านบาท ก่อให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 90,720 ล้านบาท ช่วยรักษาการจ้างงานกว่า 541,700 ราย ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้าง (Outstanding) อยู่ที่มากกว่า 100,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 3.05% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะเดียวกัน ธพว. ยังสนับสนุน "ด้านพัฒนา" ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการ SMEs กว่า 1,900 ราย เน้นด้านการตลาด เพิ่มรายได้ ขยายโอกาสธุรกิจผ่านช่องทางตลาดใหม่ที่เหมาะสมในยุคดิจิทัล รวมถึงให้คำแนะนำปรึกษาด้านลดต้นทุน ด้วยการใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยี นวัตกรรม สร้างการเติบโตยั่งยืน ผ่านกิจกรรม Onsite เช่น เปิดตลาด SME D Market ให้ผู้ประกอบการออกบูธฟรี สอนการทำตลาดออนไลน์ และใช้ AI ยกระดับธุรกิจ เป็นต้น ควบคู่เติมทักษะผ่าน Online ด้วยแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) ใช้บริการสะดวกสบาย ทุกที่ ตลอด 24 ชม. โดยมีผู้ประกอบการสมัครสมาชิก และใช้บริการกว่า 5,370 ราย เพิ่มขึ้น 124% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมียอดสมาชิกสะสมรวมกว่า 50,660 ราย
นอกจากนี้ ได้ให้ความสำคัญดูแลช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ให้สามารถประคับประคองธุรกิจได้ต่อเนื่องกว่า 5,590 ราย เช่น ปรับโครงสร้างหนี้ สอดคล้องตามความสามารถของกิจการ เป็นต้น ส่งผลให้ภาพรวมบริหารจัดการสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) มีประสิทธิภาพ โดย ณ สิ้นเดือน มี.ค.69 ยอด NPLs ลดลงมาเหลือ 7,857 ล้านบาท คิดเป็น 7.86% แบ่งเป็น NPLs ก่อนปี 2558 อยู่ที่ 5,127 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.13% และเป็น NPLs หลังปี 2558 อยู่ที่ 2,730 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.73%
อีกทั้งยังให้ความสำคัญในด้านบริหารความเสี่ยง ด้วยการตั้งสำรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานะ NCR (NPL Coverage Ratio) หรืออัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ สูงถึง 158.52% สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพทางการเงินของธนาคาร
นายพิชิต กล่าวต่อว่า สำหรับการทำงานในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้ ธพว. ยังคงยึดมั่นแนวทาง "ร่มที่กางแล้วไม่มีวันหุบ" อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs ก้าวผ่านวิกฤตไปได้ และวางรากฐานสู่ธุรกิจสีเขียว สร้างความยั่งยืนในระยะยาว โดยมุ่งสนับสนุนใน 3 มิติสำคัญ ดังนี้
1. มิติเข้าถึงแหล่งทุน จัดเตรียมวงเงินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รายเล็กและรายกลาง เข้าถึงแหล่งเงินทุน อัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี ช่วยให้มีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจในภาวะวิกฤต รวมถึง สามารถยกระดับปรับตัวเพิ่มผลิตภาพ หันมาใช้พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ได้แก่
- สินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 30 ล้านบาท โดยมุ่งสนับสนุนลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ ยานพาหนะ EV เป็นต้น
- สินเชื่อ ปลุกพลัง SME วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 1 ล้านบาท สนับสนุน SMEs รายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
- สินเชื่อ Beyondติดปีก SME วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 30 ล้านบาท เน้นยกระดับ และเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ
2. มิติช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ผ่านแนวทาง 3 ลด ได้แก่ 1. ลดเงินต้น 2. ลดอัตราดอกเบี้ย 3. ลดค่างวด โดยธนาคารจะพิจารณาตามความสามารถของกิจการ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs ลดภาระการเงิน สามารถประคับประคองกิจการ รักษาการจ้างงาน สร้างโอกาสพลิกฟื้นกิจการ เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง
3. มิติยกระดับเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ด้วยการ Upskill-Reskill สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ขยายตลาด เพิ่มรายได้ ลดภาระต้นทุนธุรกิจ พัฒนาสร้างรากฐานสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว (Green Business) เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ด้วยกิจกรรม Onsite ควบคู่ Online ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank สามารถใช้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นายพิชิต กล่าวด้วยว่า จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งมีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง กระทบรุนแรงต่อผู้ประกอบการ SMEs ไทยที่ต้องเผชิญต้นทุนธุรกิจ และภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้น ธพว. พร้อมมุ่งมั่นเป็นกลไกสำคัญของภาครัฐ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ไทย ให้ข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้ และปูทางสร้างความยั่งยืนในระยะยาว