"พิพัฒน์"รื้อใหญ่ รฟท.สั่งปั๊มรายได้ที่ดินดึง SRTA ลุย 10 แปลงทอง แก้หนี้ 2 แสนลบ.-จ่อเปิดประมูลทางคู่สายใต้

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday April 30, 2026 12:19 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่า รฟท.เป็นหน่วยงานหลักด้านระบบรางของประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมถึงสนับสนุนภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ที่ผ่านมา ต้องประสบปัญหาขาดทุน และมีหนี้สินสะสมกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่มีที่ดินเป็นสินทรัพย์อยู่ทั่วประเทศจำนวนมาก จึงได้มอบนโยบายเชิงรุกให้ รฟท.เร่งสร้างรายได้เชิงพาณิชย์จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เนื่องจากปัจจุบัน รฟท.มีรายได้จากการบริหารทรัพย์เพียง 1% ของมูลค่าทรัพย์สิน โดย ตั้งเป้าหมายสำคัญให้ รฟท. ยกระดับการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ให้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3-4% ของมูลค่าทรัพย์สินตามมาตรฐานสากล เชื่อมั่นว่าหากสามารถบริหารจัดการที่ดินแปลงใหญ่ให้เกิดผลตอบแทนตามเป้าหมายดังกล่าวได้ เม็ดเงินรายได้ที่เกิดขึ้นจะเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินสะสม และสามารถมีกำไรได้อย่างยั่งยืน

นายพิพัฒน์ มอบหมายให้ รฟท.ดึง บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) เข้ามาเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการที่ดินที่มีศักยภาพสูงอย่างเป็นระบบ ซึ่งปัจจุบัน รฟท. ได้เริ่มกระบวนการส่งมอบสิทธิการเช่าที่ดินนำร่องที่มีมูลค่าเกิน 500 ล้านบาท จำนวน 10 แปลง ให้แก่ SRT Asset เพื่อดำเนินการจัดหาผู้ร่วมลงทุนและผู้เช่าช่วงที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาพัฒนาพื้นที่ต่อไป

พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่พร้อมดำเนินการในระยะแรก เป็นพื้นที่มีศักยภาพสูงสุดและส่งผลกระทบต่อการเดินรถน้อยที่สุด เช่น ที่ดินสถานีแม่น้ำ พื้นที่ย่านพหลโยธิน บางซื่อรอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตลาดนัดจตุจักร และย่านมักกะสัน หัวลำโพง รวมไปถึงตามสถานีใหญ่ เช่น ขอนแก่น หาดใหญ่ เป็นต้น

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบัน มีความต้องการเดินทางและขนส่งสินค้าด้วยระบบรางเพิ่มขึ้น และภายใน 6 ปีรถไฟทางคู่จะก่อสร้างเสร็จทั่วประเทศ ความจุทางจะเพิ่มขึ้น ให้ผู้ว่าฯ รฟท.เร่งสำรวจว่าจะใช้ประโยชน์ทางเท่าไร และมีส่วนเหลือเท่าไรที่สามารถเปิดให้เอกชนมาเช่ารางเดินรถ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะมีเอกชนหลายรายสนใจที่จะเข้ามาเช่าราง

ในปี 2570 รฟท.มีภาระหนี้ที่ครบกำหนดชำระอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นภาระของรัฐบาล หากรฟท.สามารถเพิ่มรายได้จากการพัฒนาทรัพย์สินจะช่วยลดภาระงบประมาณได้

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ รฟท. เร่งขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน การช่วยลดภาระค่าครองชีพ การยกระดับความปลอดภัยในระบบขนส่งทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้าให้สามารถรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ ท่ามกลางความท้าทายด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน

โดยรัฐบาลมีนโยบายเร่งผลักดัน ได้มอบหมายให้ รฟท. ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้แล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ตามแผน อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 ช่วงมาบกระเบา-ชุมทางถนนจิระ ผลักดันการบังคับใช้ พ.ร.บ.ขนส่งทางราง เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถขอรับใบอนุญาตเข้ามาประกอบกิจการเดินรถไฟได้ รวมถึงการเร่งเพิ่มประสิทธิภาพสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องลาดกระบัง (ICD ลาดกระบัง) การพัฒนาความร่วมมือด้านการขนส่งทางรางระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟท่าเรือแหลมฉบัง (SRTO) ตลอดจนเร่งเจรจาคู่สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

2. ประกวดราคาโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อมเพื่อให้เริ่มก่อสร้างได้ตามเป้าหมาย อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย และโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงรังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต รวมถึงช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา

3. เสนอคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอนุมัติโครงการสำคัญ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา และช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพโครงข่ายระบบรางของประเทศให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมอบหมายให้การรถไฟฯ ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนในระบบขนส่งทางราง เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม และลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมผลักดันการนำหัวรถจักรพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้งาน

ด้าน นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าฯรฟท. รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าฯ รฟท.กล่าวว่า ในปี 2569 รฟท.ได้ประกาศพัฒนาพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์ 10 แปลงแรก มูลค่าเกิน 500 ล้านบาทแล้ว ซึ่ง SRTA มีกระบวนการเปิดหาผู้เช่าช่วง และในปี 2570 SRTA จะต้องทำแผนการพัฒนาพื้นที่มีศักยภาพเข้ามาอีก

สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง ได้รับอนุมัติ EIA หมดแล้ว โดยอยู่ระหว่างทบทวนให้เป็นไปตามนโยบาย คาดว่าจะนำเสนอบอร์ดรฟท.พิจารณา เพื่อเสนอต่อไปยังกระทรวงคมนาคมได้เร็วๆนี้ โดย 3 เส้นทางสายใต้ คาดว่าจะนำเสนอ ครม.ได้ก่อน เนื่องจากสภาพัฒน์ฯได้ให้ความเห็นชอบ ได้แก่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี 168 กม. วงเงิน 30,422.53 ล้านบาท , ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา 321 กม.วงเงิน 66,270.51 ล้านบาท และ ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ 45 กม. วงเงิน 7,772.90 ล้านบาท และคาดว่าจะเปิดประมูลได้ภายในปี 2569 นี้

ขณะที่ ประเด็นที่มีการปรับรูปแบบก่อสร้างในบางช่วง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมตามนโยบาย ซึ่งมีการปรับจากแบบถมคันดิน เป็นสะพานบกเพื่อยกระดับสันรางจากแบบเดิมให้พ้นระดับน้ำ โดยเบื้องต้นสันรางจะสูงขึ้นประมาณ 1 เมตร และบางช่วงอาจจำเป็นต้องปรับเป็นทางยกระดับ โดยเฉพาะช่วงผ่านหาดใหญ่ เพื่อไม่ให้โครงสร้างไม่ขวางทางน้ำ แต่คาดว่าจะไม่กระทบต่อวงเงินกรอบค่าก่อสร้างเดิม

ส่วนอีก 3 เส้นทาง ที่ยังไม่ผ่านบอร์ดสภาพัฒน์ฯ ได้แก่ 1. ช่วงปากน้ำโพ เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143.24 ล้านบาท 2. ช่วงเด่นชัย เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222.14 ล้านบาท 3. ช่วงชุมทางถนนจิระ อุบลราชธานีระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,095.36 ล้านบาทจะนำเสนอในลำดับต่อไป

สำหรับนโยบายรถไฟสายสีแดงเหมาจ่าย 40 บาท มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ รฟท. สามารถลดการขอรับเงินชดเชยจากภาครัฐลงได้ พร้อมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดจุดจอดรถฟรี ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์และสถานีหัวลำโพงการยกระดับบริการ เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลฮัจญ์ โดยเป็นครั้งแรกที่ รฟท. จัดเตรียม "ห้องละหมาดบนขบวนรถ" รวมถึงได้จัดทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารและพนักงานบนขบวนรถวงเงินสูงสุด 500,000 บาท

อีกทั้ง ได้ขับเคลื่อนตั๋วร่วมและพลังงานสะอาด โดยนำร่องการใช้บัตร EMV เชื่อมต่อการเดินทางข้ามระบบกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้สำเร็จ และเดินหน้าโครงการประหยัดพลังงานด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟ ณ สถานีหลัก ซึ่งปัจจุบันสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้แล้วกว่า 8 ล้านบาทต่อปี พร้อมยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้างเทียบเท่ามาตรฐานกรมทางหลวง โดยติดตั้งป้ายเตือนล่วงหน้า 800 เมตร และมีมาตรการหยุดกิจกรรมก่อสร้างทุกชนิดเมื่อขบวนรถวิ่งผ่าน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งผู้โดยสารและผู้ปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ