นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ ได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ด้วยการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท
การตัดสินใจครั้งนี้ เนื่องมาจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงทั่วโลก โดยวิกฤตครั้งนี้เริ่มต้นจากราคาพลังงาน ราคาอาหาร และกำลังลุกลามไปสู่ค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติ และไม่สามารถรอได้
"หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว หรือ Stagflation ในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที ดังนั้นจึงเห็นด้วยที่เรามีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษด้วยการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน และมีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้" นายกรัฐมนตรี กล่าว1. เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก
2. เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดความเปราะบาง และตอบโจทย์การแก้ปัญหาของประเทศ
มาตรการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ฉบับนี้จะมุ่งตรงสู่กลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ ประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง, เกษตรกร, ผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือ SMEs และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
โดยรัฐบาลจะดำเนินการ 2 ทิศทางควบคู่กัน คือ 1. ช่วยเหลือ-บรรเทา ด้วยการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการลดต้นทุนให้กับภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ผ่านการจัดหาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตที่จำเป็น 2. ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยจะใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ ปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ พร้อมลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนแบบเดิมอีก พร้อมทั้งพัฒนาทรัพยากรบุคคลในภาคการผลิตให้มีศักยภาพในการแข่งขันในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป
"ด้วยหลักการ และเหตุผลที่กล่าวมานี้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้จะทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกนั้นหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยของเรามีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต" นายกรัฐมนตรี กล่าวนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลได้ตัดสินใจปรับลดวงเงินกู้จากเดิมที่ระบุไว้ 5 แสนล้านบาท เหลือเพียง 4 แสนล้านบาท เพื่อรักษาวินัยการคลัง ซึ่งแม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติม แต่พิจารณาแล้วว่า 4 แสนล้านบาทเพียงพอ จากการประเมินของกระทรวงคลังไม่กระทบในด้านหนี้สาธารณะ โดยหนี้สาธารณะจะยังคงอยู่ภายใต้เพดาน 70% ของ GDP
พร้อมยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้จะกู้ภายในประเทศทั้งหมด ซึ่งไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และจากที่ได้พูดคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารมีสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท และอัตรายังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนกรอบระยะเวลาการกู้เงินจะเป็นการกู้เงินตามระยะเวลา ไม่ใช่เป็นการกู้มากองทีเดียว เพื่อไม่ให้เป็นต้นทุนที่กองไว้
สำหรับวงเงินกู้ดังกล่าวจะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 200,000 ล้านบาท ส่วนแรกจะใช้เพื่อการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบ ลดค่าใช้จ่ายประชาชนและผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบางโดยตรง ส่วนที่สองจะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด เพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชนด้วย
สำหรับเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนในการออกเป็น พ.ร.ก. กู้เงินฯ แทนการใช้งบประมาณปกตินั้น นายเอกนิติ ชี้แจงว่า งบประมาณปี 2569 มีวงเงินคงเหลือไม่เพียงพอ โดยรวบรวมได้จริงไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางเหลือเพียง 20,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งต้องสำรองไว้สำหรับเหตุฉุกเฉินอื่นด้วย ส่วนงบประมาณปี 2570 ต้องรออีกกว่า 5 เดือน จึงไม่ทันต่อสถานการณ์วิกฤต
หลังครม.อนุมัติวันนี้ก็รอประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะเสนอ พ.ร.ก.กู้เงินฯ เข้าสู่สภาได้ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ และจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยหน่วยงานต่างๆต้องนำเสนอโครงการที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ คือ บรรเทาผลกระทบประชาชนและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ซึ่งวัตถุประสงค์พ.ร.ก.ฉบับนี้จะไม่กว้างเหมือนฉบับอื่น จะระบุวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ชัดเจน และตั้งใจจะพิจารณาโครงการให้เสร็จภายใน 30 ก.ย.69 แต่เงินกู้สามารถใช้ได้ 30 ก.ย.70
ส่วนโครงการคนละครึ่ง พลัส จะใช้วงเงินนี้ด้วยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งจะพิจารณาแหล่งเงินต่างๆ ซึ่ง มีทั้งส่วนนี้ และงบประมาณที่เราสามารถปรับลดมาได้ ซึ่งตนจะนำมาพิจารณา ส่วนความชัดเจนจำนวนสิทธิของประชาชน จากการดูงบประมาณในเบื้องต้น คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านสิทธิ ซึ่งส่วนตัวมองว่า จำนวน 30 ล้านสิทธิน่าจะเพียงพอ เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่เคยให้สิทธิสูงสุด 28 ล้านสิทธิ ส่วนรายละเอียดของผู้ที่จะได้ใช้สิทธิจะเป็นผู้ที่มีอายุเกินกว่า 18 ปีหรือไม่ขอพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก่อน อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่ง พลัส ตั้งเป้าเริ่มดำเนินโครงการในวันที่ 1 มิ.ย
ทั้งนี้ จะสามารถเปิดให้ลงทะเบียน กลุ่มผู้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ได้เมื่อใดนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า คิดว่าจะทำพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพ.ค.นี้