นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ "มูดี้ส์ เรตติ้ง" (Moodys Ratings) ได้ออกบทความเชิงวิเคราะห์ โดยระบุว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่หลายแห่ง สามารถรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกใน 5 ปีที่ผ่านมาได้ดีขึ้น ซึ่งประเทศไทยถูกหยิบยกขึ้นมาเป็น 1 ใน 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ว่า ถือเป็นการสะท้อนถึงสิ่งที่รัฐบาลได้พยายามดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และทำให้ทุกคนสบายใจได้ว่าอย่างน้อยประเทศไทย ได้รับความเชื่อมั่นจากมุมมองของต่างชาติได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ รัฐบาลได้พยายามชี้แจงกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือในช่วงที่ผ่านมาใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ
1. รัฐบาลมุ่งมั่นในการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างแท้จริง จากการที่ไทยถูกระบุว่าไม่มีแหล่งเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงพยายามเน้นเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง และเป็นนโยบายที่ชัดเจน เร่งปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนอย่างแท้จริง ซึ่งจะพบว่าตัวเลขการลงทุนจริงในไตรมาส 1/2569 เติบโต 18%
2. เสถียรภาพในประเทศและต่างประเทศ อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง โดยเสถียรภาพด้านต่างประเทศ จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และทุนสำรองระหว่างประเทศรวมกว่า 3 แสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการนำเข้าสูงถึงเกือบ 10 เดือน ขณะที่ไทยมีหนี้ต่างประเทศระยะสั้นต่ำกว่า 1 ปี สะท้อนฐานะความเข้มแข็งของทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีเหลือเกินกว่า 2.5 เท่า
ส่วนเสถียรภาพในประเทศ สะท้อนจากอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำไม่ถึง 1% ส่วนอัตราเงินเฟ้อล่าสุด ที่ขยับขึ้นมาใกล้ระดับ 2.9% นั้น เป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตา เพราะเป็นเครื่องสะท้อนได้ว่าวิกฤติระลอกใหม่ในเรื่องต้นทุนกำลังจะเข้ามาต่อเนื่องจากวิกฤติสงคราม และวิกฤติราคาพลังงาน ดังนั้นในส่วนนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พ.ค.69 เห็นชอบการออก พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท
- เตรียมพร้อม "กระสุน" รับมือผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจ
นายเอกนิติ กล่าวว่า การออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ มีจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องทำเพื่อเป็นการเตรียมกระสุนไว้ เพราะเห็นชัดแล้วว่าผลกระทบจากวิกฤติพลังงานเริ่มทยอยส่งผลแล้ว ดังนั้นจึงต้องมีกระสุนให้เพียงพอที่จะรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเม็ดเงินดังกล่าวน่าจะเพียงพอที่จะตัดวงจรระลอกวิกฤติที่จะเกิดขึ้นได้ ภายใต้ทรัพยากรที่เรามีอยู่อย่างจำกัด
ทั้งนี้ รัฐบาลพยายามดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ทั้งการบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ดูแลวิกฤติปากท้องที่จะมีความรุนแรงมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ส่วนกระบวนการกู้เงินทั้งหมด ได้มีการหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างละเอียดแล้ว ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย
"วันนี้เราได้รับคำชมชายจากมูดี้ส์ จากการที่รัฐบาลเป็นต้นแบบของกันชนที่สามารถรองรับความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกได้ รองรับแรงกระแทกจากวิกฤติโลก ทั้งหมดรัฐบาลรับแทนคนไทย แทนประชาชนคนไทย ผ่านการบรรเทาวิกฤติปากท้อง" นายเอกนิติ กล่าว- ยอมถูกโจมตีแต่ไม่ยอมให้เศรษฐกิจพัง
รมว.คลัง ระบุว่า รัฐบาลมี 2 ทางเลือกสำหรับวิกฤติในครั้งนี้ คือไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย ก็จะไม่โดนด่า แต่ในอีกมิติ ถ้าไม่ออกมาทำอะไรแล้วประเทศเสียหาย "ผมก็รับไม่ได้"
วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลไม่ทำอะไรเลย คือ วิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นเป็นระลอกจากราคาพลังงานและต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งเริ่มสะท้อนไปถึงเงินเฟ้อนั้น ส่งผลให้ค่าครองชีพของคนไทยเริ่มปรับตัวขึ้น เงินในกระเป๋า หรือรายได้โตไม่ทันค่าครองชีพที่แพงขึ้น ในระยะต่อไปธุรกิจก็จะกำไรลดลง หรืออาจจะขาดทุน คนตกงาน รัฐบาลคงปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้
ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้ามาช่วยดูแลเรื่องปากท้องของประชาชน
"ลองคิดกลับด้านว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ก็ดีที่เราจะไม่โดนด่า แต่ประเทศจะพัง มันเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และสิ่งที่เกิดขึ้น คือ มันไม่ใช่แค่ประเทศเท่านั้นที่พัง แต่คนไทยจะตกงาน ค่าครองชีพของคนไทยจะสูงขึ้น รายได้หดตัว เป็นผลจากสิ่งที่เราเรียกว่าแรงบีบ 2 ด้าน (Double Squeeze) จากต้นทุนที่สูงขึ้น วันนี้เป็นสิ่งที่คนไทยเริ่มรู้สึกแล้ว และรัฐบาลไม่อยากให้ลามไปถึงวิกฤติคนตกงาน ธุรกิจปิดกิจการ ถ้ามันไปถึงตรงนั้น GDP ก็จะหดตัวในที่สุด และสุดท้ายสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ก็จะสูงขึ้นจนชนเพดานอยู่ดี ดังนั้นไม่ดีกว่าหรือ ที่วันนี้ทุกฝ่ายจะมาร่วมทำอะไรที่เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ" นายเอกนิติ กล่าว- "สันติธาร" ประสานเสียงเตือนวิกฤติระลอก 3 เร่งอุ้มครัวเรือน-SMEs
ด้านนายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในวิกฤติระลอกที่ 2 (วิกฤติพลังงาน) ต่อเนื่องด้วยวิกฤติระลอกที่ 3 (วิกฤติต้นทุน) สะท้อนจากสถานการณ์เงินเฟ้อที่ขณะนี้อาจไม่ได้สูงขึ้นจากปัจจัยเรื่องภาคขนส่งเพียงอย่างเดียว แต่จะเริ่มกระจายไปสู่วงที่กว้างขึ้น และหลังจากนี้จะกลายเป็นปัญหาสินค้าราคาแพง จะตามมาด้วยวิกฤติกำลังซื้อหดตัว คนมีเงินในกระเป๋าน้อยลง และธุรกิจต้องปิดตัวในที่สุด
นอกจากนี้ อีกเรื่องที่รัฐบาลเป็นห่วง คือ หนี้ครัวเรือน หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย หรือไม่ออกมาเป็นกันชนในส่วนนี้ คนที่ต้องรับแรงกระแทก คือ ภาคครัวเรือน ที่ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ครัวเรือนสูงถึงเกือบ 90% ต่อ GDP นั่นแปลว่าครัวเรือนเหล่านี้แทบไม่มีกันชน หรือหน้าตักสำหรับรองรับแรงกระแทกได้เลย เช่นเดียวกับภาคธุรกิจ SMEs ที่เครติดติดลบมาแล้วปีกว่า นั่นหมายถึงการไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบ
"ดังนั้นหากรัฐนิ่งเฉย ไม่ออกมาเป็นกันชนเพื่อช่วยทั้งหมดนี้ สุดท้ายก็จะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐฏิจในระยะยาว แต่การออกมาดำเนินการทั้งหมดในตอนนี้ จะเป็นการลดแผลเป็น ช่วยให้แผลเป็นของครัวเรือนและ SMEs เบาบางลง" นายสันติธาร กล่าว