นายปัญญา เจนกิจวัฒนาเลิศ หุ้นส่วนและกรรมการบริหารหัวหน้าส่วนพื้นที่สำนักงาน บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย กล่าวว่า แม้ความกังวลเรื่องอุปทานล้นตลาดในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้น แต่รายงานล่าสุดจาก Knight Frank Thailand ชี้ให้เห็นว่า ตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ กำลังเปลี่ยนผ่านในมิติที่ลึกกว่านั้น โดยอุปสงค์เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ "พฤติกรรมผู้เช่า" ที่กำลังปรับตัว
กิจกรรมการเช่าปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีปริมาณการเช่าพื้นที่รวมประมาณ 111,000 ตารางเมตร และการดูดซับสุทธิอยู่ที่ราว 70,000 ตารางเมตร ส่งผลให้อัตราการเช่าพื้นที่รวมของตลาดขยับขึ้นมาอยู่ที่ 77.6% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2
อย่างไรก็ตาม แม้ดีมานด์จะเริ่มฟื้นตัว ตลาดยังคงมีการแข่งขันสูงจากอุปทานใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้เช่ายังคงมีอำนาจต่อรอง และเจ้าของอาคารยังไม่สามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้ โดยค่าเช่าเสนอเฉลี่ยปรับลดลงเล็กน้อย 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 847 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน
ประเด็นสำคัญของตลาดในรอบนี้ คือ "ช่องว่างด้านประสิทธิภาพ" ระหว่างอาคารใหม่และอาคารเก่าที่ขยายตัวชัดเจนมากขึ้น โดยอาคารเกรด A และอาคารใหม่ยังคงสามารถดึงดูดความต้องการได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อาคารรุ่นเก่ากำลังเผชิญแรงกดดันในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น
ในปัจจุบัน ผู้เช่าไม่ได้ขยายพื้นที่เพียงเพื่อการเติบโตอีกต่อไป แต่มีความพิถีพิถันมากขึ้นในการตัดสินใจ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพอาคาร ประสบการณ์การใช้งาน และประสิทธิภาพด้านต้นทุนในระยะยาว ส่งผลให้ความต้องการกระจุกตัวอยู่ในอาคารที่มีคุณภาพสูง และยิ่งทำให้การแข่งขันในตลาดมีความแตกต่างมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การพัฒนาอาคารสำนักงานคุณภาพสูงในพื้นที่นอกย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ยังช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้เช่า และเปิดโอกาสในการบริหารต้นทุนควบคู่กับมาตรฐานของพื้นที่สำนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในระยะข้างหน้า ตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ มีแนวโน้มยังคงเป็นตลาดของผู้เช่าในระยะสั้น โดยอุปทานใหม่จำนวนมากที่มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2569 จะยังคงเป็นแรงกดดันต่อการแข่งขัน แม้อุปสงค์จะเริ่มฟื้นตัว แต่การปรับสมดุลของตลาดอาจต้องใช้เวลา เนื่องจากผู้เช่ายังคงมีความระมัดระวังในการขยายพื้นที่
"จุดเปลี่ยนของตลาดรอบนี้ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณการเช่า แต่อยู่ที่วิธีคิดของผู้เช่า ผู้เช่าในปัจจุบันมีความพิถีพิถันมากขึ้น โดยพิจารณาทั้งคุณภาพ ต้นทุน และความเหมาะสมในระยะยาว ซึ่งกำลังขยายช่องว่างระหว่างอาคารคุณภาพสูงและอาคารเก่า และกำหนดรูปแบบการแข่งขันของตลาดใหม่ทั้งหมด"