รมช.คมนาคม ดัน 7 นโยบายยกระดับสนามบินเชื่อมระบบขนส่ง-เร่งโครงการค้างท่อ-ทบทวนโอน 3 สนามบิน

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday May 7, 2026 13:17 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

รมช.คมนาคม ดัน 7 นโยบายยกระดับสนามบินเชื่อมระบบขนส่ง-เร่งโครงการค้างท่อ-ทบทวนโอน 3 สนามบิน

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม ประชุมมอบนโยบายการดำเนินงานแก่กรมท่าอากาศยาน (ทย.) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบขนส่งให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม เชื่อมโยงระบบขนส่งทุกระบบของประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีระบบคมนาคมที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อำนวยความสะดวกและสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกระดับเข้าถึงบริการได้ทุกพื้นที่ สนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ผ่านนโยบาย 7 ด้านสำคัญเพื่อร่วมกัน "ยกระดับท่าอากาศยานให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค (Airport for Regional Development)"ดังนี้

รมช.คมนาคม ดัน 7 นโยบายยกระดับสนามบินเชื่อมระบบขนส่ง-เร่งโครงการค้างท่อ-ทบทวนโอน 3 สนามบิน

ด้านที่ 1 ให้กรมท่าอากาศยาน เสนอมาตรการลดภาระต้นทุนของสายการบิน ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง โดยมิให้กระทบต่อต้นทุน มาตรฐานการให้บริการ และมาตรฐานด้านความปลอดภัยของท่าอากาศยาน โดยลดค่าจอดอากาศยานลง 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือนมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สายการบินที่ได้รับผลกระทบสามารถนำเครื่องบินมาจอดพัก เพื่อลดภาระต้นทุน

ด้านที่ 2 ให้กรมท่าอากาศยาน สนับสนุนนโยบายรัฐบาลในด้านการกระตุ้นกระแสเงินสดในภาคอุตสาหกรรม โดยขอให้เร่งรัด

การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2569 โดยให้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมการดำเนินการจัดทำและปรับปรุงแผนการขอรับจัดสรรงบประมาณประจำปี 2570 โดยคำนึงถึงความจำเป็น คุ้มค่าต่อการลงทุน และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติเป็นที่สำคัญ

สำหรับการพัฒนาสนามบินแห่งใหม่ จำนวน 5 แห่ง โดยศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้นแล้ว 1 แห่งคือ สนามบินบึงกาฬ อนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA แล้ว โดยปี 2570 จะดำเนินการสำรวจอสังหาริมทรัพย์สิน เพื่อกำหนดกรอบวงเงินเวนคืน โดยในส่วนของค่าก่อสร้างเบื้องต้นคาดวงเงินประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสรุปนำเสนอครม.และก่อสร้างในปี 2572 และอยู่ระหว่างศึกษา 4 แห่ง ได้แก่ มุกดาหาร สตูล พะเยา และพัทลุง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการศึกษาและจัดทำรายงานผลEIA

ด้านที่ 3 ให้กรมท่าอากาศยาน เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้สามารถเปิดให้บริการต่อสาธารณชนได้โดยเร็ว อาทิ โครงการก่อสร้างทางขับขนานท่าอากาศยานกระบี่ และสุราษฎร์ธานี โครงการก่อสร้างต่อเติมความยาวทางวิ่งท่าอากาศยานบุรีรัมย์ รวมทั้งโครงการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ ท่าอากาศยานนราธิวาส และให้ดำเนินการศึกษาและเตรียมความพร้อมในการนำเทคโนโลยีตรวจจับ ติดตาม และหยุดยั้งอากาศยานไร้คนขับ (Drone) มาใช้ในท่าอากาศยาน พร้อมทั้งเร่งจัดหาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อใช้ในการขับไล่กลุ่มนก ณ ท่าอากาศยานในสังกัด เพื่อยกระดับความปลอดภัย คุณภาพการให้บริการ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ตามนโยบาย Quick-win

ด้านที่ 4 ให้กรมท่าอากาศยาน เร่งรัดการดำเนินงานสำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อม เพื่อให้สามารถเริ่มก่อสร้างได้โดยเร็ว ได้แก่ โครงการก่อสร้างต่อเติมความยาวทางวิ่ง ณ ท่าอากาศยานชุมพร และแพร่ รวมทั้งเร่งขับเคลื่อนโครงการลงทุนที่เป็นการขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานตามแผนแม่บทที่ได้จัดทำไว้ทั้งท่าอากาศยานนราธิวาส แพร่ ชุมพร บุรีรัมย์ ระนอง ตรัง รวมถึงให้พิจารณาต่อเติมความยาวทางวิ่ง ท่าอากาศยานที่มีศักยภาพ เช่น ท่าอากาศยานชุมพร ระนอง ตรัง และนครศรีธรรมราช ให้สามารถรองรับอากาศยานขนาดใหญ่ขึ้น และรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ที่คาดว่าจะเพิ่มมากขึ้น จากการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล

ปัจจุบัน อยู่ระหว่างก่อสร้างต่อความยาวรันเวย์สนามบินชุมพร วงเงิน 1,500 ล้านบาท (ปี 68-71) ,ก่อสร้างต่อเติมความยาวรันเวย์ พร้อมระบบไฟฟ้าสนามบินและองค์ประกอบอื่นๆ (ระยะที่1) สนามบินแพร่ วงเงิน 400 ล้านบาท (ปี 69-71) แลเตรียมต่อขยายความยาวรันเวย์ที่ สนามบินบุรีรัมย์ แพร่ ชุมพร ระนอง และสนามบินตรัง

ด้านที่ 5 ให้กรมท่าอากาศยาน ยกระดับการบริหารจัดการภาครัฐที่ดีให้เร่งขยายผลการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ในรูปแบบอัตโนมัติ มานำร่องการใช้งานในท่าอากาศยาน ทั้งโครงการติดตั้งระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล โครงการจ้างเอกชนให้บริการ

และบำรุงรักษาตรวจบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง โครงการจ้างบริการระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้าและประมวลผลรายการข้อมูล สำหรับฐานข้อมูลการเดินทางของผู้โดยสาร รวมทั้งดำเนินการตามมาตรการประหยัดพลังงานของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

ด้านที่ 6 ให้กรมท่าอากาศยาน จัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาท่าอากาศยาน ส่งเสริมการบินในภูมิภาคเชื่อมโยงเมืองหลักเมืองท่องเที่ยว ปรับปรุงอัตลักษณ์ของอาคารที่พักผู้โดยสาร ให้สอดคล้องกับพื้นที่ ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อการเดินทาง

กับ การขนส่งภาคพื้นโดยให้บูรณาการยุทธศาสตร์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดระเบียบการจราจร เพิ่มความปลอดภัยบริเวณท่าอากาศยานให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเริ่มจากท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารใช้งานหนาแน่น เช่น ท่าอากาศยานกระบี่ อุดรธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และตรัง เป็นต้น

ด้านที่ 7 ให้กรมท่าอากาศยาน ศึกษาวิเคราะห์รูปแบบการดำเนินงานและบริหารจัดการท่าอากาศยานในสังกัดเพื่อให้เหมาะสมกับปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบิน พัฒนาพื้นที่เพื่อการใช้ประโยชน์สำหรับท่าอากาศยานหรือกิจกรรมต่อเนื่องให้ได้อย่างคุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งพิจารณาการเพิ่มบทบาทของเอกชนและประชาชนในการลงทุนและดำเนินกิจการ

ท่าอากาศยาน โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากการแบ่งกลุ่มท่าอากาศยานตามปริมาณผู้โดยสารที่ใช้บริการและโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่เหมาะสม อาทิเช่น ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และคลังสินค้า เป็นต้น
"เป้าหมายสำคัญในการยกระดับท่าอากาศยานให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค (Airport for Regional Development) อันเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการดำเนินงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมพร้อมสนับสนุนในระดับนโยบายเพื่อช่วยผลักดันวาระที่สำคัญ ทั้งการเสนอขอปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกรมท่าอากาศยาน และสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็น ทั้งด้านงบประมาณหรือเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ความสะดวก และความปลอดภัยสูงสุดของพี่น้องประชาชน" นายภัทรพงศ์ กล่าว

ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวว่า กรมท่าอากาศยาน พร้อมดำเนินการตามนโยบาย Quick-win ที่ได้รับมอบหมายในทั้ง 7 ด้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพท่าอากาศยาน เชื่อมต่อการเดินทางกับระบบขนส่งภาคพื้นให้สะดวก และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

*ทบทวนแผนโอนย้าย 3 สนามบินให้ AOT รอประเมินมูลค่าทรัพย์สิน

ส่วนกรณีการโอน 3 สนามบินของกรมท่าอากาศยานให้บมจ.ท่าอากาศยานไทย [AOT] นั้น นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ความเห็นส่วนตัวเห็นว่า ตอนนี้สถานการณ์มีปัจจัยมาเกี่ยวข้องในหลายเรื่องเพิ่มเติม อาจจะยังไม่เหมาะ และต้องดูว่า AOT เห็นว่าการโอน 3 สนามบินคุ้มค่าในการรับมอบอยู่หรือไม่ เนื่องจากมีปัจจัยเรื่องผู้ถือหุ้นกรณีการโอนสนามบิน 3 แห่งต้องพิจารณาเรื่องมูลค่าทรัพย์สิน เพราะมีเงินลงทุนที่ AOT ต้องรับผิดชอบ โดยขณะนี้กรมท่าอากาศยานคงต้องมีการทบทวนอัพเดทข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และสรุปอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ มติครม.ให้โอน 3 สนามบิน คือ สนามบินกระบี่ สนามบินอุดรธานี และสนามบินบุรีรัมย์

อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการศึกษาและพูดคุยกับ AOT ในหลักของการโอน 3 สนามบิน ที่ต้องมีการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน และสนามบินที่เหลือซึ่งส่วนใหญ่มีจำนวนผู้โดยสารไม่มาก AOT จะมีการช่วยเหลือตรงนี้อย่างไร ขณะที่ AOT มองแค่ 3 สนามบินที่จะรับโอนไป ดังนั้น มุมมองของกรมท่าอากาศยานกับมุมมองของ AOT ยังเป็นคนละมุมกัน

เนื่องจากปัจจุบัน กรมท่าอากาศยานใช้โมเดลสนามบินใหญ่ เลี้ยงสนามบินเล็กที่มีจำนวนผู้โดยสารน้อย เพื่อให้ทุกสนามบินสามารถดำเนินงานได้ตามมาตรฐานเดียวกัน แม้บางแห่งจะไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ก็ตาม เพราะยังมีความสำคัญด้านความมั่นคงและการให้บริการประชาชนในพื้นที่ห่างไกล


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ