YLG เผยดีมานด์ทองพุ่งทำสถิติใหม่ หลังธนาคารกลางแห่ซื้อตุน หนุนราคาระยะยาว แม้ Q1/69 ย่อลง

ข่าวเศรษฐกิจ Friday May 8, 2026 16:14 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

YLG เผยดีมานด์ทองพุ่งทำสถิติใหม่ หลังธนาคารกลางแห่ซื้อตุน หนุนราคาระยะยาว แม้ Q1/69 ย่อลง

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกของปีนี้แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลดลง 16% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์เมื่อ 29 ม.ค. 69 แต่ข้อมูลจากสภาทองคำโลก หรือ World Gold Council กลับรายงานความต้องการทองคำโลกไตรมาส 1/69 ที่พุ่งแตะระดับ 1,231 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 1.93 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 74% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปัจจัยสำคัญประกอบด้วย

1. การซื้อทองแท่งและทองเหรียญโดยนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นถึง 42% แตะระดับ 474 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกของปีนี้มียอดซื้อสุทธิรวม 244 ตัน เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน และนับเป็นการซื้อสุทธิติดต่อกันถึง 17 เดือน แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นกว่า 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำโลก โดยเพียงประเทศเดียวมีการซื้อทองแท่งและทองเหรียญสูงถึง 207 ตัน เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน และทำสถิติสูงสุดรายไตรมาสใหม่ ทิ้งห่างสถิติเดิมที่ 155 ตันในปี 2556 ขณะที่อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างเพิ่มสัดส่วนการลงทุนทองคำอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

2. แรงซื้อจากนักลงทุนฝั่งเอเชีย ถือสัญญาณที่น่าสนใจที่สุดในรอบปี นักลงทุนเอเชียยังเดินหน้าซื้อ "Physical Gold" อย่างต่อเนื่อง แม้ว่านักลงทุนในสหรัฐฯ เริ่มลดการถือครอง ETF ทองออกในเดือนมี.ค. จนมากกว่าเงินที่ไหลเข้าในเดือนม.ค.และก.พ.ทั้งหมด ภาพดังกล่าวสะท้อน "Structural Turning Point" ของตลาดทองคำโลก หลังเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างพฤติกรรมของนักลงทุนฝั่งตะวันตกและเอเชีย คาดว่าเป็นสัญญาณถึงแนวโน้มระยะยาวของ gold price กำลังเปลี่ยนไป เนื่องจากนักลงทุนฝั่งตะวันตกมีมุมมองด้านต้นทุนค่าเสียโอกาสการถือครองทองคำเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่นักลงทุนเอเชียมองต่างโดยสิ้นเชิงว่าทองคำไม่ได้ทำหน้าที่แค่ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ แต่เป็น safe haven สินทรัพย์ปลอดภัยและเครื่องมือกระจายความเสี่ยงจากค่าเงินและความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยู่ในวัฒนธรรมเอเชียมาหลายร้อยปีและไม่ได้เปลี่ยนตามดอกเบี้ย

3. ทิศทางระยะยาวยังไปต่อ ราคาทองคำล่าสุด (8 พ.ค.) พยายามทรงตัวอยู่บริเวณ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลายสถาบันการเงินระดับโลกยังคงมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางราคาทองคำระยะยาว โดย Goldman Sachs ประเมินราคาทองคำปีนี้ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ JPMorgan และ BNP Paribas มองกรอบเป้าหมายบริเวณ 6,250-6,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วน Deutsche Bank ประเมินว่าราคาทองคำอาจแตะระดับ 8,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายใน 5 ปีข้างหน้า จากกระแส de-dollarization และการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังดำเนินต่อเนื่อง

"รายงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ราคาทองคำจะเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้น แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกและนักลงทุนในเอเชียยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะความต้องการซื้อทองแท่งและทองเหรียญ (Bar & Coin Demand) สะท้อนแนวโน้มการกระจายทุนสำรองระหว่างประเทศออกจากเงินดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก และแม้ว่าสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกจะเริ่มผ่อนคลาย หรือธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเข้าสู่วัฏจักรลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางและนักลงทุนเอเชียยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว เรามองว่านี่ไม่ใช่เพียงแรงเก็งกำไรระยะสั้น แต่คือการสะสมทองคำ ซึ่งจะกลายเป็นฐานสำคัญที่สนับสนุนทิศทางราคาทองคำในระยะยาว" นางพวรรณ์ กล่าว

สอดคล้องกับ ธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่ออกมาเปิดเผยว่า ได้อาศัยจังหวะที่ราคาทองตำปรับตัวลงในเดือนเมษายน เพิ่มทองคำเข้าทุนสำรองอีก 260,000 ออนซ์ หรือ 8.1 ตันซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการซื้อรายเดือนในช่วงเดือนต.ค. 2568 - ก.พ. 2569 ถึงประมาณ 8.67 เท่า และถือเป็นการถือทองคำสำรองเพิ่มเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ