นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยอมรับว่า อัตราเงินเฟ้อ อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 4-5% ได้ จากล่าสุดในเดือนเม.ย.69 อยู่ที่ 2.9% เพราะหากดูไส้ในของเงินเฟ้อ จะพบว่าต้นทุนค่าอาหารปรับเพิ่มขึ้นมาเกือบ 10% ถือเป็นวิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งตนได้คุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาโดยตลอด ถึงการออกนโยบายต่าง ๆ รวมทั้งการออกมาตรการในการช่วยเหลือประชาชน
อย่างไรก็ดี ขณะนี้เงินเฟ้อเฉลี่ยยังอยู่ในกรอบเป้าหมายนโยบายการเงิน ที่กระทรวงการคลัง และ ธปท. กำหนดเป้าหมายร่วมกันไว้ที่ 1-3% ในปีนี้
รองนายกฯ และรมว.คลัง ยังแสดงความเห็นต่อกรณีที่ฝ่ายค้าน เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ในเมื่อมีประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา และ พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะต้องเดินหน้าต่อ ทั้งนี้ เข้าใจดีว่าฝ่ายค้านจะต้องทำไปตามหน้าที่
พร้อมยืนยันว่า การออก พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมาย เพราะวิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนในอดีต วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ ซึ่งในการประชุมระดับโลกเวทีต่าง ๆ ต่างมองว่าในขณะนี้ถือเป็นวิกฤต เราจึงก็ต้องเตรียมพร้อมด้วย
นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงการเสนอโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" ที่รัฐช่วยจ่ายค่าซื้อสินค้า 60% และประชาชนจ่าย 40% ซึ่งอยู่ในโครงการไทยช่วยไทย พลัส ว่า ขั้นตอนขณะนี้ได้ทำเรื่องระเบียบการกู้เงิน และอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ หลังจากเสร็จสิ้นก็จะให้หน่วยงานเสนอโครงการที่ตรงตามวัตถุประสงค์เข้ามา เพื่อช่วยแก้วิกฤตปากท้องและเยียวยาประชาชน
รวมถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ภายใต้ 5 หลักการ คือ 1.พุ่งเป้า 2.ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านให้ได้ผลในระยะยาว ลดภาระของประชาชน 3.ปฏิรูปเพื่อรองรับหลังวิกฤต โดยพุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือคนให้กลับมาเข้มแข็ง 4.ความโปร่งใส โดยกำชับปลัดกระทรวงการคลังว่า ทุกโครงการต้องเปิดเผยทั้งหมด พร้อมกับนำเทคโนโลยีด้านดิจิทัลมาใช้ในการเปิดเผยข้อมูล 5. การทำงานร่วมกัน โดยจะมีผู้ทรงคุณวุฒิจากประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เข้ามาร่วมในการพิจารณากลั่นกรอง
- ชงปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะ เข้าครม.พรุ่งนี้
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันพรุ่งนี้ (12 พ.ค.) โดยจะมีการก่อหนี้จากการกู้เงินในปีงบประมาณ 2569 เพิ่มอีก 2 แสนล้านบาท จากการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท หลังจากที่ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ดังกล่าว ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 9 พ.ค.69
ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าจะมีการเสนอการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ ให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาในวันที่ 12 พ.ค.นี้ ซึ่งกระบวนการยังเป็นไปตามไทม์ไลน์เดิมที่ได้มีการกำหนดไว้
ขณะเดียวกัน ในวันดังกล่าวคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ จะมีการประชุมนัดแรก เพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์และระเบียงต่าง ๆ ว่าจะมีหลักเกณฑ์แบบใด และมีโครงการใดบ้าง ก่อนที่จะเสนอร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯ ให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายละเอียดในวันที่ 14 พ.ค.69 หลังจากนั้นในวันที่ 18 พ.ค.69 จะเสนอร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯ ดังกล่าวให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาเป็นขั้นตอนต่อไป