นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายกรมทางหลวงชนบท (ทช.) โดยเร่งเดินหน้ายกระดับระบบคมนาคมทั่วประเทศให้ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป้าหมายสูงสุดของการสร้างถนน เชื่อมต่อเส้นทาง คือการลดภาระค่าใช้จ่าย ลดภาระในการเดินทาง และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชน พร้อมทั้งทำความเข้าใจถึงแนวทางการการเร่งรัดใช้จ่ายงบประมาณปี 2569 และการจัดทำแผนขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะเร่งขับเคลื่อนการก่อสร้างถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือ "ไทยแลนด์ริเวียร่า" (Thailand Riviera) ที่จะเชื่อมสู่แหล่งท่องเที่ยวที่เข้าถึงยาก ทั้งในทะเลฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ตั้งแต่จังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง ถึงสตูล เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเป็นส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้เร็ว

สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา -อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ค่าก่อสร้าง 4,700 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา บ้านหัวหิน ต.เกาะกลาง-บ้านหลังสวน ต.เกาะลันตาน้อย อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ค่าก่อสร้าง 1,800 ล้านบาท ใช้แหล่งเงินกู้จากธนาคารโลก (World Bank) 70% และงบประมาณ 30% ปัจจุบันการประมูลคัดเลือกผู้รับจ้างเสร็จแล้ว ขณะนี้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อลงนามในสัญญา โดยจากที่ได้หารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมวส. คลัง คาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติและจะลงนามสัญญาผู้รับจ้างได้ในเดือน มิ.ย. 69 และใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี
"ที่ผ่านมามีความล่าช้าจากแผนเนื่องจากรอเงินกู้จากธนาคารโลก และการจัดการก่อสร้างแหล่งอนุบาลโลมาอิรวดี ซึ่งธนาคารโลกได้อนุมัติให้สินเชื่อกับทางการไทยในการก่อสร้างสะพานทั้ง 2 แห่ง เป็นจำนวนเงินกว่า 141.51 ล้านเหรียญสหรัฐฯ"นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ให้ทช.นำโครงการยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนนกลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อดูแลช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางควบคู่กับนโยบายยกระดับความปลอดภัยบนโครงข่ายคมนาคม ซึ่งแนวทางการใช้ "ยางพารา" กับอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยและงานก่อสร้างทาง ซึ่งเป็นเรื่องที่เคยดำเนินการตั้งแต่สมัยรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรมว.คมนาคม เป็นการช่วยเหลือเกษตรกร จากราคายางตกกต่ำ มีการทดสอบในการนำมาครอบแบริเออร์คอนกรีต (RFB) หลักนำทางยางธรรมชาติ (RGP) และการ์ดเรล (Guardrail) หรือ ราวกันตกหุ้ม พบว่า มีคุณสมบัติ ดูดซับแรงกระแทกได้เพิ่มขึ้น 25-45% ลดความรุนแรงของการบาดเจ็บได้ถึง 35-40% และที่สำคัญช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุข้างทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะเริ่มโครงการในปี 2570 กรณีมีงบเหลือจ่าย โดยจะให้ความสำคัญกับเส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งและจุดเสี่ยงเป็นลำดับแรก ส่วนที่จะเพิ่มเติมจะเสนองบปี 2571 เพื่อดำเนินการ โดยเน้นเรื่องมาตรฐานการผลิต การควบคุมคุณภาพ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างชัดเจน
ปัจจุบันราคายางพาราจะอยู่ในระดับประมาณกิโลกรัมละ 80 บาท เนื่องจากเป็นช่วงยางผลัดใบและผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย แต่ต้นทุนที่คุ้มค่าต่อการลงทุนในโครงการ ประเมินไว้ที่ กิโลกรัมละ 58 บาท และเป็นระดับราคาที่ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างเหมาะสม
นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาทช.ได้ดำเนินโครงการ Thailand Riviera
- ระยะที่ 1 (สมุทรสาคร-ประจวบคีรีขันธ์-ระนอง-ชุมพร) ระยะทาง 514.616 กม. ดำเนินการเสร็จแล้ว ส่วนปี 2570 เตรียมเสนอของบประมาณดำเนินการ ได้แก่ 1. ศึกษาออกแบบความเหมาะสมเชิงหลักการของเส้นทางท่องเที่ยว
- ระยะที่ 2 (ชุมพร-สุราษฏร์ธานี-นครศรีธรรมราช-สงขลา) ระยะทาง 630 กม. วงเงิน 45 ล้านบาท 2. จ้างออกแบบ โครงการสำรวจออกแบบ ช่วงสิชล - ท่าศาลา อ.สิชล, ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ระยะทาง 30 กม. วงเงิน 21 ล้านบาท
3.สำหรับสำรวจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเวนคืนที่ดินและจัดทำรายงาน EIA ช่วง 3 สมุทร ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสมุทรปราการ ระยะทาง 83 กม. วงเงิน 20 ล้านบาท โดยใช้ระยะเวลาศึกษา 1 ปี จากนั้นจึงจะเป็นการเสนอของบประมาณก่อสร้างต่อไป