ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. ร่วงต่อ ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลภาวะสงคราม ดันน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday May 12, 2026 11:36 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. ร่วงต่อ ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลภาวะสงคราม ดันน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือน เม.ย. 69 อยู่ที่ 50.6 ปรับตัวลดลงจาก 51.8 ใน มี.ค. โดยอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือนนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐอิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และค่าครองชีพของประชาชน

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 44.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 48.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 59.0

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. ร่วงต่อ ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลภาวะสงคราม ดันน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ

นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในทุกรายการ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และยังอยู่ต่ำกว่าระดับปกติที่ 100 เนื่องจากผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงคราม ราคาน้ำมัน และค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทย และการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงคราม และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะเป็นอย่างไร

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. ร่วงต่อ ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลภาวะสงคราม ดันน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ

สำหรับปัจจัยลบที่สำคัญในเดือนเม.ย.นี้

1. ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เกิดเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก ส่งผลให้สิ่งที่ได้จากการผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยเคมี เม็ดพลาสติก ในตลาดโลกราคาปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าของทั่วโลกรวมทั้งไทยปรับเพิ่มขึ้น

2. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 69 ลงเหลือ 1.6% จากเดิมคาดโต 2.0% เนื่องจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลมาถึงต้นทุนราคาพลังงาน

3. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 70 ลงเหลือ 2.0% จากเดิมคาดโต 2.3% โดยเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบผ่านมายังต้นทุนภาคธุรกิจ และบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

4. ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

5. ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ อีกทั้งกังวลกับรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ครัวเรือนบางส่วน ปรับแผนการใช้จ่าย หรือเลื่อนการลงทุนเล็กน้อย

6. สินค้าเกษตร เช่น ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีราคาอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อน ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่มาก

7. เงินบาทปรับอ่อนค่าลงเล็กน้อย จากระดับ 32.29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนมี.ค.69 มาอยู่ที่ 32.34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนเม.ย.69

8. ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายไทย - กัมพูชา แม้ว่าจะมีการเจรจาหยุดยิงแล้วก็ตาม

9. ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ ทั้งสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน การสู้รบระหว่างอิสราเอล-ขบวนการฮามาส (Hamas) ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมัน และพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น

10. ความกังวลต่อสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในเขตพื้นที่ กทม. และปริมณฑล และในบางจังหวัดของภาคเหนือ และภาคกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี, การส่งออกของไทยในเดือนมี.ค.69 มีมูลค่า 35,157 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 18.67% และความคาดหวังต่อนโยบาย และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวลดลงมาอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานในปัจจุบัน ต่ำสุดในรอบ 40 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคมีความรู้สึกไม่มั่นคงในงาน จึงส่งผลมาที่ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางาน และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ส่งผลไปถึงภาพของการบริโภค การซื้อรถยนต์ การซื้อบ้าน และการท่องเที่ยวชะลอตัวลง

"ดังนั้นภาพบรรยากาศเศรษฐกิจ จะเป็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องในขณะนี้ แต่ผู้ประกอบการเป็นตัวชี้วัดว่า สภาพคล่องหาย กำลังซื้อหาย และมีต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการเป็นตัวชี้เศรษฐกิจที่มองว่า ทั้งปัจจุบัน และอนาคต ยังเป็นขาลง" นายธนวรรธน์ กล่าว

ทั้งนี้ จะเห็นสิ่งที่ภาครัฐดำเนินการเพื่อประคองไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัว ไม่ว่าจะเป็น การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% เพื่อทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และเอื้อต่อต้นทุนของภาคธุรกิจ, การออกโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเประบาง เช่น ภาคขนส่ง ประมง และเกษตร เพื่อให้คนกลุ่มนี้ไม่ผลักราคาสินค้าไปสู่ประชาชนที่เป็นผู้บริโภค ที่จะนำไปสู่การพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อในอนาคต

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ไม่ได้มีความรุนแรงในเดือนพ.ค.นี้ และราคาน้ำมันดิบยังไม่ขึ้นไปทะลุ 110 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ยังทรงตัวในระดับ 40 บาท/ลิตร ซึ่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังสามารถดูแลสถานการณ์ได้อยู่ ปัจจัยเหล่านี้ ก็จะช่วยประคองเงินเฟ้อ และราคาสินค้าไม่แพงเกินไป ประชาชนยังมีการจับจ่ายใช้สอยได้ไม่สะดุด และเมื่อเริ่มมีการลงทะเบียนใช้จ่ายในโครงการ คนละครึ่งพลัส (ไทยช่วยไทย พลัส) ตั้งแต่ 25 พ.ค. และเริ่มใช้จ่ายจริงตั้งแต่มิ.ย.69 ก็คาดว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค จะเริ่มเงยหัวขึ้นได้ในเดือนพ.ค.

"การใช้จ่ายในโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" จากประชาชนกว่า 30 ล้านคน ซึ่งรวมทั้งในส่วนของโครงการคนละครึ่ง พลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมระยะเวลา 4 เดือนนั้น คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจราว 2 แสนล้านบาท หรือประมาณเดือนละ 5 หมื่นล้านบาท จะช่วยพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง โดยคาดว่าจะหนุนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.2-0.3% จากเดิม" นายธนวรรธน์ กล่าว

พร้อมประเมินว่า การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน จะยังไม่คึกคักมากนักในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่หลังจากนั้น จะได้รับอานิสงส์จากโครงการไทยช่วยไทย ที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจให้พลิกฟื้นขึ้น และทำให้ความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภค และผู้ประกอบการ ค่อยคลายตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ดี หากสงครามตะวันออกกลาง มีสัญญาณคลี่คลายลงในช่วง 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค.) และไม่ลากยาวไปถึง 6 เดือน (ถึง ส.ค.) ก็คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะขยายตัวได้ 1.0-1.5% และหากสถานการณ์คลี่คลายได้เร็ว เมื่อรวมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่กำลังจะออกมานี้ ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ ขยายตัวได้ 1.5-2.0% ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวได้ชัดเจนขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 หรือกลางไตรมาส 4 ของปีนี้

"การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่น่าจะเห็นชัดเจนขึ้น คาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายไตรมาส 3 หลังจากที่ประคองสถานการณ์การใช้จ่าย 4 เดือน ตั้งแต่มิ.ย.-ก.ย. ดังนั้นปลายไตรมาส 3 หรือต้นไตรมาส 4 น่าจะเห็นสัญญาณของการปรับบวก และศูนย์พยากรณ์ฯ จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจของปีนี้ใหม่อีกครั้ง" นายธนวรรธน์ ระบุ
  • ดัชนีความคิดเห็นทางการเมือง เม.ย.69 ร่วงครั้งแรกในปีนี้

นายธนวรรธน์ ยังกล่าวถึงดัชนีความคิดเห็นสถานการณ์ทางการเมือง เดือนเม.ย.69 ที่ปรับตัวลดลงเป็นเดือนแรก ว่า เนื่องจากเริ่มเห็นกระแสวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ที่ไม่ถูกใจคนบางกลุ่ม ภายหลังค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น ราคาสินค้าแพงขึ้น และเศรษฐกิจชะลอตัวลง รวมถึงการคัดค้านนโยบายหลายอย่างของรัฐบาล จึงทำให้เริ่มเห็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์การงานของรัฐบาลในเชิงลบ ซึ่งเป็นผลตามมาจากภาวะเศรษฐกิจที่มีต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น และบรรยากาศเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง จากภาวะราคาน้ำมันแพง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของบรรยากาศ และอารมณ์ของผู้คน

อย่างไรก็ดี มองว่ายังไม่เป็นอันตราย หรือเป็นจุดที่ต้องระวัง ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลเองก็ทราบดี และพยายามเร่งแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้

"กระแสความนิยมของรัฐบาลส่วนหนึ่ง เป็นผลมาจากความเดือดร้อนด้านเศรษฐกิจ...บรรยากาศ ทำให้คนมีความมั่นใจต่อเสถียรภาพการเมืองลดลง แต่ไม่ได้ถึงกับเสียอาการ เพราะการปรับลดลง เพิ่งเกิดขึ้นเพียงเดือนแรก ซึ่งอาจเป็นกระแส หรือบรรยากาศทางการเมือง แต่หากทิศทางในอนาคต เศรษฐกิจคลี่คลายลง บรรยากาศทางการเมืองในมุมมองของประชาชน อาจจะดูมีเสถียรภาพมากขึ้น การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของภาครัฐอาจจะลดน้อยลง" นายธนวรรธน์ กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ