ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือน เม.ย. 69 อยู่ที่ 50.6 ปรับตัวลดลงจาก 51.8 ใน มี.ค. โดยอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือนนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และค่าครองชีพของประชาชน
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 44.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 48.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 59.0

นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในทุกรายการ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และยังอยู่ต่ำกว่าระดับปกติที่ 100 เนื่องจากผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงคราม ราคาน้ำมัน และค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทย และการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง
ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงคราม และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะเป็นอย่างไร

สำหรับปัจจัยลบที่สำคัญในเดือนเม.ย.นี้
1. ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เกิดเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก ส่งผลให้สิ่งที่ได้จากการผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยเคมี เม็ดพลาสติก ในตลาดโลกราคาปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าของทั่วโลกรวมทั้งไทยปรับเพิ่มขึ้น
2. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 69 ลงเหลือ 1.6% จากเดิมคาดโต 2.0% เนื่องจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลมาถึงต้นทุนราคาพลังงาน
3. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 70 ลงเหลือ 2.0% จากเดิมคาดโต 2.3% โดยเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบผ่านมายังต้นทุนภาคธุรกิจ และบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน
4. ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
5. ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ อีกทั้งกังวลกับรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ครัวเรือนบางส่วน ปรับแผนการใช้จ่าย หรือเลื่อนการลงทุนเล็กน้อย
6. สินค้าเกษตร เช่น ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีราคาอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อน ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่มาก
7. เงินบาทปรับอ่อนค่าลงเล็กน้อย จากระดับ 32.29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนมี.ค.69 มาอยู่ที่ 32.34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนเม.ย.69
8. ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายไทย - กัมพูชา แม้ว่าจะมีการเจรจาหยุดยิงแล้วก็ตาม
9. ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ ทั้งสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน การสู้รบระหว่างอิสราเอล-ขบวนการฮามาส (Hamas) ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมัน และพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น
10. ความกังวลต่อสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในเขตพื้นที่ กทม. และปริมณฑล และในบางจังหวัดของภาคเหนือ และภาคกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน
ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี, การส่งออกของไทยในเดือนมี.ค.69 มีมูลค่า 35,157 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 18.67% และความคาดหวังต่อนโยบาย และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวลดลงมาอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานในปัจจุบัน ต่ำสุดในรอบ 40 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคมีความรู้สึกไม่มั่นคงในงาน จึงส่งผลมาที่ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางาน และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ส่งผลไปถึงภาพของการบริโภค การซื้อรถยนต์ การซื้อบ้าน และการท่องเที่ยวชะลอตัวลง
"ดังนั้นภาพบรรยากาศเศรษฐกิจ จะเป็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องในขณะนี้ แต่ผู้ประกอบการเป็นตัวชี้วัดว่า สภาพคล่องหาย กำลังซื้อหาย และมีต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการเป็นตัวชี้เศรษฐกิจที่มองว่า ทั้งปัจจุบัน และอนาคต ยังเป็นขาลง" นายธนวรรธน์ กล่าวทั้งนี้ จะเห็นสิ่งที่ภาครัฐดำเนินการเพื่อประคองไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัว ไม่ว่าจะเป็น การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% เพื่อทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และเอื้อต่อต้นทุนของภาคธุรกิจ, การออกโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเประบาง เช่น ภาคขนส่ง ประมง และเกษตร เพื่อให้คนกลุ่มนี้ไม่ผลักราคาสินค้าไปสู่ประชาชนที่เป็นผู้บริโภค ที่จะนำไปสู่การพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อในอนาคต
อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ไม่ได้มีความรุนแรงในเดือนพ.ค.นี้ และราคาน้ำมันดิบยังไม่ขึ้นไปทะลุ 110 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ยังทรงตัวในระดับ 40 บาท/ลิตร ซึ่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังสามารถดูแลสถานการณ์ได้อยู่ ปัจจัยเหล่านี้ ก็จะช่วยประคองเงินเฟ้อ และราคาสินค้าไม่แพงเกินไป ประชาชนยังมีการจับจ่ายใช้สอยได้ไม่สะดุด และเมื่อเริ่มมีการลงทะเบียนใช้จ่ายในโครงการ คนละครึ่งพลัส (ไทยช่วยไทย พลัส) ตั้งแต่ 25 พ.ค. และเริ่มใช้จ่ายจริงตั้งแต่มิ.ย.69 ก็คาดว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค จะเริ่มเงยหัวขึ้นได้ในเดือนพ.ค.
"การใช้จ่ายในโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" จากประชาชนกว่า 30 ล้านคน ซึ่งรวมทั้งในส่วนของโครงการคนละครึ่ง พลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมระยะเวลา 4 เดือนนั้น คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจราว 2 แสนล้านบาท หรือประมาณเดือนละ 5 หมื่นล้านบาท จะช่วยพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง โดยคาดว่าจะหนุนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.2-0.3% จากเดิม" นายธนวรรธน์ กล่าว
พร้อมประเมินว่า การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน จะยังไม่คึกคักมากนักในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่หลังจากนั้น จะได้รับอานิสงส์จากโครงการไทยช่วยไทย ที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจให้พลิกฟื้นขึ้น และทำให้ความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภค และผู้ประกอบการ ค่อยคลายตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ดี หากสงครามตะวันออกกลาง มีสัญญาณคลี่คลายลงในช่วง 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค.) และไม่ลากยาวไปถึง 6 เดือน (ถึง ส.ค.) ก็คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะขยายตัวได้ 1.0-1.5% และหากสถานการณ์คลี่คลายได้เร็ว เมื่อรวมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่กำลังจะออกมานี้ ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ ขยายตัวได้ 1.5-2.0% ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวได้ชัดเจนขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 หรือกลางไตรมาส 4 ของปีนี้
"การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่น่าจะเห็นชัดเจนขึ้น คาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายไตรมาส 3 หลังจากที่ประคองสถานการณ์การใช้จ่าย 4 เดือน ตั้งแต่มิ.ย.-ก.ย. ดังนั้นปลายไตรมาส 3 หรือต้นไตรมาส 4 น่าจะเห็นสัญญาณของการปรับบวก และศูนย์พยากรณ์ฯ จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจของปีนี้ใหม่อีกครั้ง" นายธนวรรธน์ ระบุ- ดัชนีความคิดเห็นทางการเมือง เม.ย.69 ร่วงครั้งแรกในปีนี้
นายธนวรรธน์ ยังกล่าวถึงดัชนีความคิดเห็นสถานการณ์ทางการเมือง เดือนเม.ย.69 ที่ปรับตัวลดลงเป็นเดือนแรก ว่า เนื่องจากเริ่มเห็นกระแสวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ที่ไม่ถูกใจคนบางกลุ่ม ภายหลังค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น ราคาสินค้าแพงขึ้น และเศรษฐกิจชะลอตัวลง รวมถึงการคัดค้านนโยบายหลายอย่างของรัฐบาล จึงทำให้เริ่มเห็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์การงานของรัฐบาลในเชิงลบ ซึ่งเป็นผลตามมาจากภาวะเศรษฐกิจที่มีต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น และบรรยากาศเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง จากภาวะราคาน้ำมันแพง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของบรรยากาศ และอารมณ์ของผู้คน
อย่างไรก็ดี มองว่ายังไม่เป็นอันตราย หรือเป็นจุดที่ต้องระวัง ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลเองก็ทราบดี และพยายามเร่งแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้
"กระแสความนิยมของรัฐบาลส่วนหนึ่ง เป็นผลมาจากความเดือดร้อนด้านเศรษฐกิจ...บรรยากาศ ทำให้คนมีความมั่นใจต่อเสถียรภาพการเมืองลดลง แต่ไม่ได้ถึงกับเสียอาการ เพราะการปรับลดลง เพิ่งเกิดขึ้นเพียงเดือนแรก ซึ่งอาจเป็นกระแส หรือบรรยากาศทางการเมือง แต่หากทิศทางในอนาคต เศรษฐกิจคลี่คลายลง บรรยากาศทางการเมืองในมุมมองของประชาชน อาจจะดูมีเสถียรภาพมากขึ้น การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของภาครัฐอาจจะลดน้อยลง" นายธนวรรธน์ กล่าว