ปชป. ซัดพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านจ่อเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจ แนะลดภาษีน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอย

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday May 13, 2026 13:24 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ปชป. ซัดพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านจ่อเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจ แนะลดภาษีน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงถึงกรณีปัญหาที่รัฐบาลออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังงกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาทว่า ดูเหมือนว่าขณะนี้รัฐบาลไม่ได้สนใจที่จะฟังเสียงทัดทานในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน แต่หากรัฐบาลฟังพวกเราในวันนี้แล้วเปลี่ยนใจว่า ถึงมีอำนาจในการกู้เงินเพราะมีกฎหมายนี้อยู่แต่ไม่กู้ แล้วไปทำการลดราคาน้ำมัน ลดราคาสินค้าให้กับประชาชนตอนนี้ และใช้เงินเท่าที่จำเป็นในการดูแลเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และดีกว่านั้น คือ ไปทำเรื่องพ.ร.บ.โอนงบให้เรียบร้อยเสียก่อน ตนคิดว่าจะดีกับทุกคน ดีกับประชาชนที่เดือดร้อน เพราะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ต้องไปสร้างหนี้ให้ลูกหลานในอนาคต

ปชป. ซัดพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านจ่อเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจ แนะลดภาษีน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอย

พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการตราพ.ร.ก.กู้เงิน เพราะมองว่ามีวิธีอื่นที่ช่วยประชาชนได้ดีกว่า ผ่านการลดภาษีหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิต โดยมาตรการดังกล่าวดีเซล จะลดลงเหลือลิตรละ 33 บาท ซึ่งมองว่า เป็นการช่วยที่ต้นตอของปัญหา ไม่ใช่แค่คนขับรถ แต่ช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่เพิ่มสูงและขาดแคลน หากใช้วิธีดังกล่าวเพียง 4 เดือน จะทำให้ราคาน้ำมันลดลง โดยใช้เงินเพียง 1 ใน 3 ของรัฐบาลจะใช้ และทำให้ของจะถูกลง และใช้วิธีเก็บภาษีลาภลอยที่อาจทำให้ราคาน้ำมันนลดลงเหลือลิตรละ 30 บาท แต่จะทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น เศรษฐกิจมั่นคง

ปชป. ซัดพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านจ่อเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจ แนะลดภาษีน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอย

นายอภอสิทธิ์ ระบุว่า การตราพ.ร.ก.และการกู้เงินไม่เป็นไปตามความมั่นคงเศรษฐกิจแล้ว ยังซ้ำเติมและทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้น เพราะกรณีที่จะใช้เงิน 2 แสนล้านบาทในโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทย ภายใน 4 เดือน หากใช้หมดภายในเวลา แต่ยังมีวิกฤติซ้ำซ้อนเกิดขึ้น เพราะตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้น จะทำให้ของแพงมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไม่มั่นคง รัฐบาลจะทำอย่างไร เพราะใช้อาวุธหมดแล้ว เท่ากับว่า รัฐบาลซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะได้สร้างแรงกดดันทางด้านราคา ขณะนี้ตัวเลขหนี้สาธารณะใกล้เตะเพดานจากการใช้เงินรวดเร็ว หากหนี้ชนเพดานรัฐบาลจะทำอย่างไร

ขณะที่โครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะใช้ในส่วนสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือ โซลาร์รูฟ เชื่อว่า จะสร้างมูลค่าเพิ่มในไทยน้อยมาก เพราะพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ หากรัฐบาลเปลี่ยนผ่านและสร้างมูลค่าในประเทศ ต้องเดินหน้าทำ B20 และB50 เพิ่มสัดส่วนปาล์มน้ำมันในไบโอดีเซล ใช้เงินลงทุนกับผู้ประกอบการยานยนต์ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะสม ทำให้การพึ่งพาน้ำมันน้อยลงและยังได้สนับสนุนเกษตรกรสวนปาล์มเพิ่มมากขึ้น

"ประชาธิปัตย์เข้าใจว่า ประชาชนเดือดร้อน แต่มั่นใจว่ามีวิธีการที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถูกกฎหมายและถูกตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยเหลือได้ โดยไม่กู้เงิน ขณะที่การกู้เงิน สร้างความเสี่ยง เพิ่มความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นการฉวยโอกาสทำโครงการเพื่อประโยชน์ และไม่ชอบ ส่อรั่วไหลหรือเพื่อประโยชน์ทางการเมือง หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภา" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
*"กรณ์" จี้เร่งพิจารณาเก็บภาษีลาภลอย

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลประกอบการของบมจ. ไทยออยล์ [TOP] ในไตรมาสแรกของปี 2569 ว่า เห็นได้ชัดว่า ที่เราพูดมาโดยตลอดว่า จะมีกำไรลักษณะลาภลอยจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คือ มีการซื้อน้ำมันกักตุนเอาไว้ก่อนเกิดสงคราม แล้วรัฐบาลเปิดโอกาสให้บริษัทน้ำมันสามารถขายให้กับประชาชน ในราคาที่ปรับสูงขึ้นหลังสงครามได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อผิดพลาดที่สำคัญของรัฐบาล

อีกหนึ่งประเด็น คือ ค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาที่ 16- 17 บาทต่อลิตร และมีการถกเถียงตลอดว่า ค่าการกลั่นที่สูงขึ้นส่งผลต่อกำไรของโรงกลั่นหรือไม่ แต่วันนี้ชัดเจนแล้วไตรมาส 1 ไทยออยล์มีกำไรถึง 9,000 ล้านบาท สูงมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันหรือไตรมาส 1 ของปีที่แล้ว 4.5 เท่า หรือ 456% และสูงกว่ากำไรทั้งปีของปีที่แล้วประมาณ 30% นี่คือความชัดเจนว่า กำไรสูงกว่าปกติ เนื่องมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และกำไรตรงนี้สะท้อนให้เห็นเหรียญอีกด้านหนึ่งคือความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องมีต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ โดยอ้างสาเหตุมาจาก ประเด็นปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเราพูดมาตลอดว่า นอกเหนือจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้นแล้วอีก 2 สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนพลังงานเกินจำเป็น คือ ประเด็นที่ 1 รัฐบาลไม่ได้ไปกำกับดูแลในเรื่องของวิธีการกำหนดราคาน้ำมัน แต่กลับมาตั้งคณะกรรมการความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) โดยส่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นประธาน และไปศึกษาว่า มีแนววิธีการอื่นใดหรือไม่ที่จะกำหนดราคาน้ำมันที่เป็นธรรมกับประชาชนมากกว่าที่ใช้อยู่ แต่วันนี้ก็ยังใช้สูตรเดิม ยังคำนวณแบบเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย และนี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันสูงเกินควร

ประเด็นที่ 2 คือ ภาษีสรรพสามิต ซึ่งง่ายมากในการลดภาระต้นทุนพลังงานให้กับประชาชน หรือผู้ประกอบการทุกคน คือ รัฐบาลลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นทุนน้ำมันสูง จนทำให้รัฐบาลยกมาเป็นข้ออ้างในการออกพ.ร.ก.เพราะรัฐบาลไม่ดำเนินการในสิ่งที่ควรทำ แต่กลับปล่อยให้ราคาพลังงานสูงเกินควร แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการกู้เพิ่มเติมเพื่อเยียวยาประชาชน ซึ่งจริงๆ อาจไม่จำเป็นต้องเยียวยาเลยตั้งแต่แรกหากได้ทำในสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์แนะนำมามาตลอด


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ