GDP เกษตร Q1/69 โต 2.4% น้ำ-อากาศหนุน ทั้งปีคาดโต 0.5-1.5% จับตาเอลนีโญครึ่งปีหลัง

ข่าวเศรษฐกิจ Friday May 15, 2026 16:31 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

GDP เกษตร Q1/69 โต 2.4% น้ำ-อากาศหนุน ทั้งปีคาดโต 0.5-1.5% จับตาเอลนีโญครึ่งปีหลัง

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 1/69 (เดือนม.ค.- มี.ค. 69) ขยายตัว 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 68 เนื่องจากฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องตลอดปี 68 ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บ น้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืช ประกอบกับสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวยให้พืชและ สัตว์เจริญเติบโตได้ดี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในช่วงเดือนมี.ค. 69 จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคา น้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่จากมาตรการตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศในช่วงครึ่งแรกของเดือนมี.ค. 69 ประกอบกับ ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรบางส่วน อาทิ ปุ๋ยเคมี และสารกำจัดศัตรูพืช ยังเป็นสต็อกเดิม จึงไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในไตรมาส นี้มากนัก โดยสาขาพืช สาขาปศุสัตว์ และสาขาป่าไม้ ยังขยายตัว

สำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการเกษตรทั้งปี 69 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 0.5-1.5% เมื่อเทียบกับปี 68 เนื่องจาก ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ การควบ คุมและเฝ้าระวังโรคระบาดในพืช สัตว์ และประมงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการทำการ เกษตร และการยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน

"อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อภาคเกษตร ได้แก่ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ โดยเฉพาะการ เข้าสู่ภาวะเอลนีโญในช่วงครึ่งหลังของปี 69 ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและความแห้งแล้ง รวมถึงราคาน้ำมันและปุ๋ยเคมี มาตรการ ทางการค้าที่เข้มงวดของประเทศคู่ค้าสำคัญ ความผันผวนของค่าเงินบาท และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวด้วย" นายสุริยะ กล่าว

ตารางอัตราการเติบโตของภาคเกษตร (หน่วย: ร้อยละ)

สาขา ไตรมาส 1/69 (ม.ค.-มี.ค. 69) ภาคเกษตร 2.4 พืช 3.7 ปศุสัตว์ 0.4 ประมง -1.3 บริการทางการเกษตร -0.6 ป่าไม้ 0.5 ที่มา: กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สศก. (ประมาณการ ณ เดือนมี.ค. 69) *รายละเอียดแต่ละสาขา *สาขาพืช ขยายตัว 3.7% เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีเพียงพอต่อการเพาะปลูก และสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวย ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเพาะ ปลูกได้อย่างต่อเนื่อง โดยพืชสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ยางพารา สับปะรดปัตตาเวีย ปาล์มน้ำมัน รวมถึงไม้ ผลสำคัญ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และเงาะ โดยเฉพาะผลผลิตนอกฤดูในพื้นที่ภาคใต้ที่เพิ่มขึ้นจากการดูแลจัดการสวนของเกษตรกร ประกอบ กับการได้พักต้นและสะสมอาหารในช่วงที่ปีก่อนหน้า ขณะที่พืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปีและข้าวนาปรัง จากปัจจัยด้านราคาในช่วงฤดูที่ผ่านมาที่ไม่จูงใจ ทำให้เกษตรกรบาง ส่วนปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เช่น อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงบางพื้นที่มีการระบายน้ำท่วมขัง ล่าช้า ทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกข้าวนาปรังได้ตามรอบเวลาปกติ ส่วนมันสำปะหลัง ได้รับผลกระทบจากราคาที่ลดลงและการระบาดของ โรคใบด่างในแหล่งเพาะปลูกหลัก ขณะที่ลำไยในภาคตะวันออก มีการออกดอกติดผลลดลงจากการปรับลดการใช้สารกระตุ้นการออกดอกและ บำรุงต้นลดลง เนื่องจากมีราคาสูง ด้านราคาสินค้าพืชที่เกษตรกรขายได้ในไตรมาสนี้มีทิศทางแตกต่างกัน โดยมันสำปะหลังและลำไย ราคาเพิ่มขึ้นจากปริมาณผล ผลิตที่ลดลง แต่ความต้องการรับซื้อยังมีต่อเนื่อง ขณะที่ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดปัตตาเวียโรงงาน ยางพารา ปาล์ม น้ำมัน และทุเรียน ราคาลดลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น การแข่งขันในตลาดโลกสูงขึ้น และความต้องการของประเทศคู่ค้าที่ ชะลอตัว *สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 0.4% โดยปริมาณผลผลิตสินค้าปศุสัตว์สำคัญส่วนใหญ่ค่อนข้างทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่เกษตรกรยังเผชิญต้นทุนการเลี้ยงที่อยู่ใน ระดับสูง โดยไก่เนื้อ มีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไข่ไก่ เพิ่มขึ้นจากจำนวนแม่ไก่ยืน กรงที่มีจำนวนมาก ประกอบกับสภาพอากาศช่วงปลายปี 68 ถึงต้นปี 69 เอื้อต่อการให้ผลผลิต ส่วนน้ำนมดิบเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่เหมาะ สม ขณะที่สุกรมีผลผลิตทรงตัว เนื่องจากเกษตรกรยังคงรักษาระดับการผลิตและควบคุมจำนวนแม่พันธุ์ให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อให้ปริมาณ ผลผลิตสอดคล้องกับความต้องการบริโภคและต้นทุนการผลิต ด้านราคาปศุสัตว์ พบว่า ไก่เนื้อ ราคาเพิ่มขึ้น จากต้นทุนการผลิตทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์และการขนส่งที่อยู่ในระดับสูง ประกอบ กับความต้องการของตลาดยังมีต่อเนื่อง ขณะที่สุกร ไข่ไก่คละ และน้ำนมดิบ ราคาลดลง จากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดต่อเนื่อง *สาขาประมง หดตัว 1.3% เนื่องจากต้นทุนการผลิตหลักทั้งค่าอาหารสัตว์น้ำและค่าพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการของตลาดชะลอตัว ส่งผลให้ผลผลิตประมงทะเล โดยเฉพาะกุ้งขาวแวนนาไม และสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือลดลง โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งบางส่วนปรับลดพื้นที่ การเลี้ยง พักบ่อชั่วคราว หรือปรับลดอัตราการปล่อยลูกกุ้ง เนื่องจากต้นทุนสูงและสภาพอากาศแปรปรวนกระทบต่อคุณภาพน้ำ ส่วนผู้ประกอบ การประมงทะเลลดจำนวนรอบการออกเรือจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นต้นทุนสำคัญอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตปลานิล และปลา ดุกเพิ่มขึ้น จากปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีเพียงพอและการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี ด้านราคาสินค้าประมง พบว่า ปลานิล ราคาเพิ่มขึ้นตามความต้องการบริโภคภายในประเทศที่มากขึ้น ขณะที่กุ้งขาวแวนนาไม ราคาลดลงจากโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์กุ้งที่ชะลอการรับซื้อตามคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลง และปลาดุก ราคาลดลงจากปริมาณผลผลิตที่ มากกว่าความต้องการของตลาด *สาขาบริการทางการเกษตร หดตัว 0.6% เนื่องจากพืชสำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปรังและมันสำปะหลัง มีราคาลดลงในปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรบางส่วนชะลอ ลด หรืองด ทำการเพาะปลูก ส่งผลให้กิจกรรมการจ้างบริการเตรียมดินและเก็บเกี่ยวลดลง โดยเฉพาะข้าวนาปรังและมันสำปะหลัง *สาขาป่าไม้ ขยายตัว 0.5% จากไม้ยูคาลิปตัสที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ผลิตเยื่อกระดาษภายในประเทศ รวมถึงการส่งออกไม้สับไปยังตลาดญี่ปุ่นและ อินโดนีเซีย เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวล ส่วนไม้ยางพารา และถ่านไม้ มีการผลิต ลดลง

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ