นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เพื่อเสนอมาตรการการช่วยเหลือผู้ประกอบภาคขนส่งและโลจิสติกส์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต ว่า ในช่วงการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากฟอสซิล สู่พลังงานสะอาด ปัญหาหลักคือต้นทุนที่สูงขึ้น โดยรถบรรทุกหัวลากที่เป็นเครื่องยนต์สันดาป ปกติมีราคาประมาณ 3 ล้านกว่าบาท แต่รถบรรทุกอีวี มีราคาสูงถึง 5 ล้านบาท จึงได้เสนอให้รัฐบาลสนับสนุนซอฟต์โลน (Soft Loan) หรือเงินทุนดอกเบี้ยต่ำในอัตรา 1% เป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือให้เงินสนับสนุนในโครงการนำร่อง
นายทองอยู่ ยังได้เสนอให้รัฐบาลดูแลโครงสร้างค่าไฟฟ้า สำหรับสถานีชาร์จ เนื่องจากเป็นต้นทุนสำคัญ และทางผู้ประกอบการ มองว่า การใช้รถอีวีเบื้องต้นจะดำเนินการได้ในกลุ่มรถวิ่งระยะสั้นไม่เกิน 300 กิโลเมตร แต่สำหรับการวิ่งระยะไกล ยังมีข้อจำกัดเรื่องสถานีชาร์จที่ไม่เพียงพอสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งใช้เวลาชาร์จนานถึง 1-1.5 ชั่วโมง พร้อมเสนอให้มีระบบ Mobile Charger (ตัวชาร์จเคลื่อนที่) เพื่อแก้ปัญหารถไฟฟ้าหมดกลางทาง และป้องกันปัญหาจราจร
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอปรับปรุงกฎหมายพิกัดน้ำหนักรถบรรทุกอีวี เนื่องจากแบตเตอรี่ทำให้รถมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากรถปกติประมาณ 2 ตัน หากไม่แก้ไข จะทำให้ผู้ประกอบการทำผิดกฎหมาย เนื่องจากน้ำหนักเกิน โดยเสนอให้ไทยปรับเกณฑ์ตามมาตรฐานในอังกฤษและยุโรปที่ให้เพิ่มน้ำหนักรถบรรทุกอีวี ได้อีก 2-4 ตัน
นายทองอยู่ กล่าวว่า หลังจากนี้ รัฐบาลคงนำข้อเสนอไปพิจารณาและจัดทำเป็นมาสเตอร์แพลน (Master Plan) ที่เป็นรูปธรรม โดยได้มีการหารือกับทางรัฐบาลอีกครั้ง
นายทองอยู่ กล่าวถึงโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ว่า ต้องไปดูว่าตอบโจทย์หรือไม่ เพราะยังมีข้อจำกัดในเรื่องของซากรถเก่า ที่จะกลายเป็นขยะในอนาคตได้ ซึ่งในประเทศไทยอาจไม่เหมือนยุโรปที่มีสุสานรถ ที่จะมีกระบวนการกำจัดซากรถเก่าโดยไม่ปล่อยให้เป็นมลภาวะ