นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนเม.ย.69 อยู่ที่ระดับ 85.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 88.6 ในเดือนมี.ค.69 โดยมีปัจจัยสำคัญจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมชะลอตัว เนื่องจากจำนวนวันทำงานในเดือนเม.ย.ที่ลดลง เพราะมีช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกยังทรงตัวในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น เช่น เม็ดพลาสติก, บรรจุภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งกดดันความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ หลังจากราคาพลังงาน ต้นทุนค่าขนส่ง โลจิสติกส์ ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยขนส่งสินค้า ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน การเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐยังมีความล่าช้า โดย ณ วันที่ 24 เม.ย.69 มีอัตราการเบิกจ่ายอยู่ที่ 38.31% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ระดับ 45% ส่งผลให้การหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจมีความล่าช้า
อย่างไรก็ดี ในเดือนเม.ย.69 ยังพอมีปัจจัยบวกที่เข้ามาช่วยสนับสนุน ได้แก่ การจัดกิจกรรมสงกรานต์ ช่วยหนุนภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศ, มาตรการช่วยเหลือภาคขนส่ง โดยสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถบรรทุกไม่ประจำทาง, การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัว สะท้อนจากยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนไตรมาส 1/69 มีมูลค่า 1.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า และ Moody's Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย สู่ระดับมีเสถียรภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม คาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 92.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 95.9 ในเดือนมี.ค.69 โดยมีปัจจัยกดดันจากหลายประเด็นสำคัญ ทั้งจากความกังวลการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท อาจเพิ่มแรงกดดันต่อระดับหนี้สาธารณะ และเสถียรภาพทางการคลังระยะยาว
อีกทั้งต้นทุนสินเชื่อปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจเหล็ก พลาสติก และวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/2569 รวมถึงต้องจับตาระดับราคากลาง ค่าขนส่งกดดันราคาพลังงานโลก ส่งผลให้ต้นทุนภาคอุตสาหกรรม และภาคก่อสร้างปรับสูงขึ้น
แต่ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่งเฟส (เริ่ม 1 มิ.ย.69) และโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ คาดว่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย และสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนในประเทศ
สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ มีดังนี้
1. ส่งเสริมภาครัฐในการขับเคลื่อนกลไกลประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) พลังงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
2. เสนอให้ภาครัฐจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) สำหรับการขอนอุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ ควบคู่กับการทบทวน ยกเลิก หรือรวมใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนให้เหลือใบอนุญาตหลัก (Super License) เพื่ออำนวยความสะดวก ลดภาระเอกสาร ระยะเวลา และต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ
3. เสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E20 และ B10 หรือสูตรอื่น ๆ ให้เป็นพลังงานหลักของภาคขนส่ง และอุตสาหกรรม ผ่านมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ
4. เสนอให้หน่วยงานภาครัฐสนับสนุน ส.อ.ท.ในการเป็นกลไกช่วยเชื่อมโยง คัดกรอง และส่งต่อผู้ประกอบการ SMEs สู่แหล่งทุนและมาตรการสนับสนุน ผ่านระบบ FTI SME Funding Connect เพื่อให้ SMEs สามารถเข้าถึงมาตรการภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ