นายจอร์โจ กัมบา (Mr. Giorgio Gamba) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย (HSBC) กล่าวว่า HSBC เปิดตัวนวัตกรรมทางการเงินอย่างวงเงินสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่าน (Sustainability and Transition Credit Facility) มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นวงเงินสินเชื่อเฉพาะกิจ เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ทำธุรกิจด้านพลังงานสะอาด และคาร์บอนต่ำ โดยให้สินเชื่อแก่บริษัทจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ ครอบคลุมอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด การใช้ไฟฟ้าในภาคขนส่ง ดาต้าเซนเตอร์ และ AI โดยมีประเทศไทยเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญเนื่องจากมีทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ชัดเจน เป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน และมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
"ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น จึงเป็นแรงขับเคลื่อนที่ช่วยเร่งการเติบโตในอุตสาหกรรมนี้ให้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม ซึ่งสินเชื่อฯ ดังกล่าวจะมาช่วยสนับสนุน รองรับความต้องการในส่วนนี้" นายจอร์โจ กล่าวสำหรับแนวโน้มความต้องการสินเชื่อ แม้ว่ามีการคาดการณ์ว่าภาพรวมอุตสาหกรรมธนาคารในปี 69 อาจจะมีการขอสินเชื่อที่ทรงตัวหรือไม่เติบโตมาก แต่ในมุมของ HSBC มองว่า ยังมีแนวโน้มที่ดี และน่าจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด
นอกจากนี้ ยังเปิดตัว "ไชน่า เมตา ทีม (China META Team)" ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจจำนวน 17 คน ที่รวมพนักงานผู้เชี่ยวชาญการสื่อสารภาษาจีนในทุกจุดบริการ เพื่อยกระดับการดูแลลูกค้าจีนที่เข้ามาลงทุนในเมืองไทยอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การให้คำแนะนำด้านกฎหมาย การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงโซลูชันทางการเงิน ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้รับบริการคุณภาพระดับเดียวกับธนาคารในประเทศจีน
นายจอร์โจ กล่าวว่า ธนาคาร HSBC ประเทศไทย จึงใช้ความแข็งแกร่งของทีมงานและเครือข่ายทั้งในไทยและจีน รวมถึงการเชื่อมต่อระดับโลก ในการสนับสนุนลูกค้าอย่างครบวงจร ทั้งการบริหารจัดการเงินสด FX/RMB บริการการค้าระหว่างประเทศ และโซลูชันการเงินตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของระเบียงการค้าไทย-จีน ผ่านทีม China Desk โดยเฉพาะ ซึ่งทำงานร่วมกับ HSBC China อย่างใกล้ชิดในการดูแลลูกค้าและวงเงินสินเชื่อ โดยมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ โลจิสติกส์ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ (ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ EV และยางรถยนต์)
โดยที่ผ่านมา ธนาคารสามารถรับลูกค้าจีนเข้ามาเป็นลูกค้าได้หลาย 100 ราย และตั้งเป้าหมายเพิ่มลูกค้าองค์กรจีนรายใหม่อีกปีละ 50 บริษัท และยังมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาครัฐเพื่อให้คำปรึกษาด้านกฎระเบียบแก่ลูกค้า โดย HSBC ถือเป็นธนาคารระหว่างประเทศเพียงแห่งเดียวที่เป็นสมาชิกของสมาคมจีน เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ BOI และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
นายจอร์โจ กล่าวว่า ธนาคาร HSBC ประเทศไทย มุ่งมั่นเชื่อมโยงลูกค้าองค์กรและภาคธุรกิจไทยเข้ากับโอกาสระดับโลก พร้อมสนับสนุนบริษัทข้ามชาติในการเข้ามาลงทุนและขยายธุรกิจในประเทศไทย เพื่อก้าวสู่การเป็นธนาคารระหว่างประเทศอันดับหนึ่งที่ลูกค้าองค์กรและสถาบันของไทยเชื่อมั่น และมุ่งมั่นที่จะช่วยให้ลูกค้าคว้าโอกาสในระเบียงเศรษฐกิจไทย-จีนที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เพื่อทำให้ประเทศจีนเป็นระเบียงเศรษฐกิจการค้าอันดับหนึ่งในเชิงมูลค่าการลงทุนที่เข้ามายังไทยของธนาคาร HSBC ประเทศไทย ต่อไป
นายจอร์โจ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความโดดเด่น โดยเฉพาะข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ชี้ว่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไตรมาส 1/69 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีมูลค่าโครงการที่ยื่นขอเกิน 1 ล้านล้านบาท หรือเติบโตขึ้นถึง 2.4 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเมกะโปรเจกต์ด้านดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซนเตอร์และคลาวด์เซอร์วิสที่มีสัดส่วนสูงถึง 86% ของมูลค่าการลงทุนรวม ซึ่งสะท้อนการเติบโตที่เร่งตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลและความต้องการกำลังประมวลผลสำหรับ AI
ขณะเดียวกัน ตัวเลข GDP ในไตรมาส 1/69 ของไทยก็ขยายตัวได้ดีกว่าคาดการณ์ที่ 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากแรงหนุนของอุปสงค์ภาคเอกชน และการส่งออกที่แข็งแกร่ง ซึ่งภาคการส่งออกของไทยได้รับประโยชน์เต็มที่จากวัฏจักรขาขึ้นของการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ทั่วโลก แม้ว่าความแข็งแกร่งนี้จะยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ก็ตาม
สำหรับแหล่งที่มาของเงินทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ตามมูลค่า อันดับต้น ๆ ได้แก่ สิงคโปร์ จีน และฮ่องกง อย่างไรก็ดี มองว่าเม็ดเงินลงทุนที่เชื่อมโยงกับจีนอาจสูงกว่าที่รายงาน เนื่องจากมีการลงทุนผ่านนิติบุคคลในสิงคโปร์และการจดทะเบียนในประเทศไทย
สำหรับความสัมพันธ์และการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจไทย-จีน ประเทศไทยได้วางตำแหน่งตนเองเป็น "ประตูยุทธศาสตร์" สำหรับบริษัทจีนที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในช่วงปี 66 และ 67 จีนได้ครองตำแหน่งแหล่งทุน FDI รายใหญ่ที่สุดของไทย ก่อนที่สิงคโปร์จะขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในปี 68 อย่างไรก็ดี เม็ดเงินลงทุนจริงจากจีนอาจสูงกว่าที่รายงานไว้เนื่องจากการลงทุนผ่านนิติบุคคลในสิงคโปร์
ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่า FDI สุทธิที่เกิดขึ้นจริงจากจีนมีรวมทั้งสิ้น 412,000 ล้านบาท และหากนับตั้งแต่ปี 59 มูลค่า FDI จากประเทศจีนที่ยังดำเนินธุรกิจในไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า จาก 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่ระดับ 58,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายจอร์โจ กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนว่า ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนกำลังได้รับประโยชน์ด้านการค้าจากการคว้าโอกาสจากกระแสการเติบโตของ AI ส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกของอาเซียนต่อการส่งออกทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 7.4% ในปี 66 เป็น 9.4% ในปี 68 โดยตั้งแต่ปี 63 เป็นต้นมา อาเซียนได้แซงสหภาพยุโรปขึ้นเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน โดยมีมูลค่าการค้าทวิภาคีในปี 68 สูงถึง 1.05 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทุบสถิติระดับสูงสุดของปี 67 ที่ 984 พันล้านดอลลาร์สหรัฐลงได้ อย่างไรก็ดี แม้จะมีความไม่แน่นอนด้านการค้า แต่กระแสเงิน FDI ยังคงไหลเข้าสู่อาเซียนอย่างต่อเนื่องจนครองสัดส่วน 14.5% ของ FDI ทั่วโลก