ผู้ว่าธปท.คาด GDP Q3/69 โต 3.2% เงินเฟ้อพีคสุด 5% ส่งออกทั้งปีลุ้นโต 2 หลัก 12-13% ไม่กังวลขาดดุลบัญชีฯสูงระยะสั้น

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday June 2, 2026 15:44 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ผู้ว่าธปท.คาด GDP Q3/69 โต 3.2% เงินเฟ้อพีคสุด 5% ส่งออกทั้งปีลุ้นโต 2 หลัก 12-13% ไม่กังวลขาดดุลบัญชีฯสูงระยะสั้น

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่า ในไตรมาส 3/69 อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย จะโตได้ 3.2% จากแรงหนุนการบริโภคเป็นหลัก ซึ่งมาจากผลของการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนตามโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" 60/40 ที่ได้เริ่มมีผลตั้งแต่มิ.ย.-ก.ย.69 โดยจะทำให้ภาพรวมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยทั้งปี 69 มีโอกาสเติบโตได้ที่ระดับ 2% จากคาดการณ์ที่ 1.5%

"เดิมทีก่อนที่จะมีสงครามตะวันออกกลาง เรามองว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยน่าจะโตได้ถึง 2.2-2.3% แต่พอมีสงครามเกิดขึ้น เราก็ปรับ GDP ลดลงมาเหลือ 1.5% และหลังจากที่รัฐบาลได้ออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทนั้น มองว่าปีนี้ GDP มีโอกาสโตได้สูงสุดถึง 2%...โดยใน 2% นี้ มาจากการบริโภคภาคเอกชนที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก" ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
  • ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ต่อเนื่อง
ผู้ว่าธปท.คาด GDP Q3/69 โต 3.2% เงินเฟ้อพีคสุด 5% ส่งออกทั้งปีลุ้นโต 2 หลัก 12-13% ไม่กังวลขาดดุลบัญชีฯสูงระยะสั้น

ขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ อาจจะขึ้นไปสูงสุดในเดือนต.ค.นี้ ที่ระดับ 5% แต่มองว่าเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอลงในไตรมาส 2 ปี 70 จากผลของสงครามในตะวันออกกลางคลี่คลาย และราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลง ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อในปี 70 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.4%

ทั้งนี้ จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ ธปท.ไม่มีความจำเป็นที่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากมองว่าไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อสูงที่มาจากฝั่ง supply ได้ อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากที่ประเมินไว้ ธปท.จะพิจารณาอีกครั้ง และยังไม่กังวลภาวะ stagflation แต่จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

"ผมไม่ได้ส่งสัญญาณว่ากังวลเงินเฟ้อ เพราะเงินเฟ้อมันจะขึ้นไปสูงตามที่เราคาดการณ์ ถ้าเงินเฟ้อสูงในช่วง ส.ค. ก.ย. ต.ค.ไม่ต้องตกใจ เราเชื่อมั่นว่าด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน เงินเฟ้อจะลงในไตรมาส 2 ปีหน้า ซึ่งทำให้เราไม่มีความจำเป็นที่จะขึ้นดอกเบี้ย เพื่อไปทำให้ demand ลดลง เพราะมันไม่ช่วยการแก้ไขเงินเฟ้อที่มาจากฝั่ง supply แต่ถ้าสถานการณ์เปลี่ยน ค่อยว่ากัน ถ้ามีปัจจัยอื่นเข้ามา เราจะเข้าไปดู แต่เราติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่กังวลเรื่อง stagflation แต่ถามว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นไหม ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้น่ากังวล เราจะติดตามใกล้ชิด" นายวิทัย กล่าว

สำหรับเศรษฐกิจไทย ซึ่งอยู่ในภาวะที่ไม่มีความแน่นอนสูง สิ่งที่ ธปท. จะให้ความสำคัญมากกว่ากัน ระหว่างเงินเฟ้อกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้น ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า หน้าที่ของ ธปท. คือ การดูแลเรื่องเงินเฟ้อเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และนโยบายก็ได้ถูกออกแบบมาในทิศทางที่สอดคล้องกับเงินเฟ้อ แต่หากในระยะปานกลาง ธปท.เห็นว่าเงินเฟ้อไม่ได้เป็นไปตามทิศทางนี้ โดยจะมีปัจจัยอื่นที่เข้ามาทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีหน้า ธปท.ก็จะมีการปรับเปลี่ยนแนวนโยบายใหม่ให้เหมาะสม

"ถ้าเราเห็นว่าในระยะกลาง เงินเฟ้อไม่เป็นแบบที่เรามองไว้ คือ เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นโดยมีปัจจัยอื่นเสริมเติมเข้ามา ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ การดีไซน์นโยบายก็อาจจะไม่เป็นแบบนี้ ก็จะต้องเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ดังนั้นถ้าถามว่าเราดูอะไรเป็นหลัก ก็ต้องตอบว่า แบงก์ชาติเราดูเงินเฟ้อเป็นหลัก" นายวิทัย กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. ยังกล่าวถึงแนวโน้มการส่งออกไทยในปีนี้ด้วยว่า มีโอกาสจะเติบโตได้ 2 หลัก อยู่ที่ราว 12-13% ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบหน้าจะมีการปรับตัวเลขอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ส่วนกรณีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงที่ 7.6 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมานั้น นายวิทัย เชื่อว่า เป็นเพียงสถานการณ์ระยะสั้น เพราะเป็นผลจากนำเข้าน้ำมันในราคาสูงจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยคาดว่า ณ สิ้นปีนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดมีโอกาสจะกลับมาเป็นบวกได้เล็กน้อย หรือหากจะขาดดุล ก็เป็นยอดขาดดุลไม่มากนัก


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ