นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนพ.ค. 69 อยู่ที่ 103.20 หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป สูงขึ้น 2.79% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน จากตลาดคาดบวก 3.10%
ทั้งนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศทรงตัวระดับสูงต่อเนื่อง ตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการเจรจายุติสงครามที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น จากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย ซึ่งส่งผลให้ค่าครองชีพในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ราคาผักสดปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนหน้า

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เฉลี่ย 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค. 69) อยู่ที่ 101.22 สูงขึ้น 0.82% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เดือนพ.ค. 69 อยู่ที่ 102.40 หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้น 0.92% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เฉลี่ย 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค. 69) อยู่ที่ 0.70%
ทั้งนี้ ราคาสินค้าและบริการทั้ง 464 รายการในตะกร้าเงินเฟ้อที่นำมาคำนวณในเดือนพ.ค.69 เมื่อเทียบกับเดือนเม.ย.69 (MoM) พบว่า
- สินค้าและบริการ 246 รายการที่ราคาเพิ่มขึ้น เช่น ข้าวสารเจ้า, กะหล่ำปลี, ผักชี, แตงโม, น้ำมันพืช, น้ำดื่มบริสุทธิ์, กับข้าวสำเร็จรูป, อาหารโทรสั่ง (delivery) ค่าโดยสารรถตู้ และน้ำมันหล่อลื่น เป็นต้น

- สินค้าและบริการ 96 รายการที่ราคาคงเดิม เช่น ค่าบริการส่วนกลาง, ค่าเบี้ยประกันทรัพย์สิน, ค่าถอนฟัน, ค่าตรวจโรคคลินิกเอกชน
- สินค้าและบริการ 122 รายการที่ราคาลดลง เช่น เนื้อสุกร, ไก่สด, ไข่ไก่, กุ้งขาว, แตงกวา, ส้มเขียวหวาน, กาแฟผงสำเร็จรูป, น้ำยารีดผ้า, แชมพู, น้ำมันดีเซล และค่าโดยสารเครื่องบิน เป็นต้น
พร้อมกันนี้ นายนันทพงษ์ ชี้แจงถึงสาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อในเดือนพ.ค. อยู่ในระดับต่ำกว่าเดือนเม.ย.ที่ 2.89% ผิดไปจากที่ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์มองว่าเงินเฟ้อน่าเดือนพ.ค. น่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องนั้น เป็นเพราะสินค้าสำคัญหลายรายการที่มีน้ำหนักสูงอยู่ในการคำนวณตะกร้าเงินเฟ้อราคาปรับลดลง เช่น ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ชะลอตัวลงตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าสำคัญอีกหลายรายการที่ลดลง เช่น ผักสด ชะลอลงตามสภาพอากาศที่ดีขึ้น, เนื้อสัตว์ ราคาชะลอลงจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น, ไข่ และผลิตภัณฑ์นม ชะลอลงจากผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งค่าโดยสารสาธารณะ ที่ปรับลดลงตามราคาน้ำมัน
"นี่คือเหตุผลที่ ทำไมเงินเฟ้อในเดือนพ.ค.นี้ จึงต่ำลงกว่าที่หลายคนมองว่าน่าจะสูงขึ้นจากเดือนเม.ย." นายนันทพงษ์ กล่าว- คาดแนวโน้มเงินเฟ้อ มิ.ย.เพิ่มแตะ 3% ส่วนทั้งปียังอยู่ในกรอบ 1.5-2.5%
นายนันทพงษ์ ยังประเมินแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน มิ.ย.69 ว่าจะเป็นบวกต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ได้แก่
1. ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวในระดับสูง จากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการเจรจาสันติภาพที่ยังคงยืดเยื้อ
2. ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงขึ้น จากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย ทั้งนี้ ราคาอาหารสำเร็จรูปเมื่อปรับราคาสูงขึ้นแล้วมักจะปรับลดลงได้ยาก จึงส่งผลให้ค่าครองชีพของราคาสินค้าในกลุ่มนี้สูงขึ้นอย่างถาวร
3. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูง
4. ราคาผักสดที่สำคัญ มีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า จากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน
ทั้งนี้ สนค. ได้คาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปของปี 69 เฉลี่ยอยู่ที่ 2.32% และประมาณการอัตราเงินเฟ้อรายไตรมาส ดังนี้
- ไตรมาส 1/69 เงินเฟ้อ อยู่ที่ -0.54%
- ไตรมาส 2/69 เงินเฟ้อ อยู่ที่ 2.89%
- ไตรมาส 3/69 เงินเฟ้อ อยู่ที่ 3.37%
- ไตรมาส 4/69 เงินเฟ้อ อยู่ที่ 3.58%
สำหรับคาดการณ์เงินเฟ้อรายเดือนที่ สนค.ประเมินไว้ ถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าของหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คาดการณ์ว่ามีโอกาสที่เงินเฟ้อบางเดือนในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้จะขึ้นไปแตะถึง 5% นั้น ผู้อำนวยการ สนค. ชี้แจงว่า เป็นเพราะระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ที่จะเป็นตัวดึงต้นทุนสินค้าให้เพิ่มขึ้นนั้น อาจจะยังไม่ได้สูงเท่าที่ประเมินไว้
ถ้าถามว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นมาจากสาเหตุใด หลักๆ จะมาจากสินค้าและบริการที่มีน้ำหนักหรือสัดส่วนสูงในการคำนวณเงินเฟ้อ เช่น ค่าน้ำมัน อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารสด แต่ปัจจัยที่ทำให้คาดการณ์ได้ยาก คือ สภาพอากาศ ดังนั้นเราคาดว่า (เงินเฟ้อ) จะอยู่ประมาณนี้ ซึ่งอาจจะแตกต่างจากที่อื่นไปบ้าง
"ตัวหลักของเงินเฟ้อ ส่วนหนึ่งคือราคาพลังงาน ถ้าความขัดแย้ง (ในตะวันออกกลาง) ยังคงอยู่ และค่าพลังงานสูงขึ้น ก็มีสิทธิที่เงินเฟ้อจะขึ้นไปตรงนั้น (5% ตามที่ ธปท.ประเมิน) แต่จากที่ สนค. ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไว้ 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 ราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง 2 เดือน ส่วนกรณีที่ 2 ราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง 3 เดือน ซึ่งตอนนี้อยู่ในกรณีที่ 1 ปลาย ๆ ซึ่งเมื่อไรที่ความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น ระดับราคาน้ำมันสูงเพิ่มขึ้น ส่งผ่าน cost push มากขึ้น ก็มีสิทธิที่จะไปกรณีที่ 3 ซึ่งกรณีที่ 3 เงินเฟ้อก็อาจขึ้นไปได้ 4-5% ก็มีความเป็นไปได้ เพราะตอนสงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อก็ขึ้นไปสูง ดังนั้นต้องรอดูสถานการณ์" นายนันทพงษ์ กล่าวพร้อมยืนยันว่า โอกาสที่ประเทศไทยจะเกิดภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจโตต่ำ แต่เงินเฟ้อสูง) ไม่ได้มีสูงมากนัก โดยกระทรวงพาณิชย์ ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 อยู่ระหว่าง 1.5 - 2.5%
ทั้งนี้ สนค. ได้จัดทำคาดการณ์เงินเฟ้อไว้ใน 2 กรณี
กรณีที่ 1 หากราคาน้ำมัน ยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง 2 เดือน (เม.ย.-พ.ค.) และหลังจากนั้นค่อยทยอยปรับลดลง คาดว่าเงินเฟ้อทั้งปี จะอยู่ในช่วง 1.5-2.5%
กรณีที่ 2 หากราคาน้ำมัน ยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง 3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย.) และหลังจากนั้นค่อยทยอยปรับลดลง คาดว่าเงินเฟ้อทั้งปี จะอยู่ในช่วง 2.5-3.5%
ส่วนโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" 60/40 นั้น ผู้อำนวยการ สนค. เห็นว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ เพราะโครงการดังกล่าวไม่ได้ทำให้ต้นทุนสินค้า-บริการ ปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากสินค้าหลายรายการได้ปรับขึ้นราคามาแล้วก่อนหน้านี้ (ช่วงที่ราคาน้ำมันแพงแรก ๆ) ดังนั้น หากจะปรับราคาขึ้นอีก ก็อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าได้ ขณะเดียวกัน การได้รับวงเงินใช้จ่าย 1,000 บาท/เดือน ได้ถูกหักล้างไปบางส่วนแล้วจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมาก่อนหน้านี้
"ไทยช่วงไทยพลัส ช่วยกระตุ้นความมั่นใจของผู้บริโภคให้สูงขึ้น แต่ไม่ได้ส่งผลให้เงินเฟ้อสูงมากขึ้นนัก" นายนันทพงษ์ กล่าว