นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 2/2569 ว่า ที่ประชุม กพอ. มีมติเห็นชอบให้โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ภายในพื้นที่โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ EECiti เป็นโครงการร่วมลงทุนกับเอกชนภายใต้หลักเกณฑ์ PPP EEC Track เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนและพัฒนา
สำหรับโครงการดังกล่าว ครอบคลุมการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภครวมทั้งสิ้น 10 ระบบ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 72,042 ล้านบาท โดยมีระบบสำคัญ อาทิ ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด, ระบบน้ำประปา, ระบบบริหารจัดการน้ำ, การจัดการขยะ รวมถึงพื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ส่วนกลาง
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ สกพอ.เตรียมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและทดสอบความสนใจของภาคเอกชน (Market Sounding) ก่อนจะนำเสนอเพื่อขออนุมัติดำเนินโครงการ PPP อีกครั้ง โดยคาดว่าจะสามารถประกาศเชิญชวนให้เอกชนที่สนใจเข้าร่วมลงทุนอย่างเป็นทางการในต้นปี 2570 และ คาดว่าจะเริ่มกระบวนการพิจารณาผลและเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชน การตรวจร่างสัญญาร่วมลงทุน ตลอดจนเริ่มลงมือก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนได้ทันทีภายในปี 2571
นอกจากนี้ ที่ประชุม กพอ. ยังได้เห็นชอบให้มีการปรับปรุงขอบเขตพื้นที่โครงการ EECiti ใหม่ เพื่อให้การจัดสรรและบริหารแปลงที่ดินมีความเหมาะสมต่อการก่อสร้างและการบำรุงรักษาโครงการมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภายนอก โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาทบทวนมติจากเดิมที่ได้เห็นชอบให้ สกพอ.เข้าใช้ประโยชน์ที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จากจำนวนประมาณ 14,619 ไร่ เป็น จำนวน 14,586 ไร่ ต่อไป
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าดำเนินการพัฒนาในโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ EECiti ในด้านต่างๆ เช่น การเตรียมพื้นที่ให้เป็น Landmark แห่งใหม่ เพื่อรองรับศูนย์กีฬานานาชาติที่มีมาตรฐานสากล และศูนย์สันทนาการระดับโลก (World Class Entertainment & Leisure Hub)
โดยที่ประชุมมอบหมายให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ร่วมกับ สกพอ.เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินโครงการในรูปแบบการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และ ทั้งสองหน่วยงานจะเร่งจัดทำรายงานวิเคราะห์ความเหมาะสมของโครงการ เพื่อนำกลับมาเสนอให้ที่ประชุม กพอ. พิจารณาอนุมัติต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินทำให้มีพื้นที่พร้อมพัฒนาประมาณ 6,168 ไร่ การจัดตั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษในระยะแรก การออกแบบจัดทำแผนผังการพัฒนา และรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคส่วนกลางของโครงการ รวมถึงการเตรียมระบบบริหารจัดการน้ำ และโครงข่ายถนน
ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า กพอ. มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (EECa) ดึงดูดทุนต่างชาติสร้างเมกะโปรเจกต์ อาทิ
- อนุญาตคนต่างด้าวเข้ามาทำงานหรือประกอบกิจการในพื้นที่
- การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับสายการบินต่างประเทศที่เข้าออกสนามบินอู่ตะเภา
- การลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการเช่าและการโอนอสังหาริมทรัพย์
- การกำหนด EECa Visa เพื่อรองรับกลุ่มผู้เข้าอยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์ที่จะพัฒนาขึ้นในโครงการ
- การยกเว้นภาษีอากรสำหรับการอุปโภคบริโภคและประกอบกิจการในพื้นที่ EECa ที่จะกำหนดเป็นเขตประกอบการค้าเสรี (Free Trade Zone)
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ สกพอ. เร่งนำเสนอมาตรการทั้งหมด รวมถึงมาตรการเดิมที่เคยเห็นชอบเมื่อ 5 มิ.ย. 2568 เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกกฎหมายรองรับเพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วต่อไป