นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยพฤติกรรมและการใช้จ่าย ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมไทย ช่วง WORLD CUP 2026 ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกฟรีหรือไม่ โดยคาดการณ์เงินสะพัดในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 เทียบกับบอลยูโรปี 2024 แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
1. กรณีมีการถ่ายทอดสด : รวม 68,635.62 ล้านบาท ลดลง 21.7% แบ่งเป็น การใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 21,061.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% และการใช้จ่ายนอกระบบเศรษฐกิจ (พนันบอล) 47,574 ล้านบาท ลดลง 29%

2. กรณีไม่มีการถ่ายทอดสด : รวม 57,620.03 ล้านบาท ลดลง 34.2% แบ่งเป็น การใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 12,465.01 ล้านบาท ลดลง 39.4% และการใช้จ่ายนอกระบบเศรษฐกิจ (พนันบอล) 45,195.00 ล้านบาท ลดลง 32.6%
โดยบอลยูโรปี 2024 ที่เงินสะพัดรวม 87,620.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.57% แบ่งเป็น การใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 20,575.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.85% และการใช้จ่ายนอกระบบเศรษฐกิจ (พนันบอล) 67,044.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.10%
"ในเรื่องการพนัน มูลค่าลดลงต่ำสุดในรอบ 12 ปี หรือตั้งแต่บอลโลก 2014 เนื่องจากประชาชนกังวลเรื่องเศรษฐกิจ แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะดูเติบโตขึ้น และมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส แต่เป็นมาตรการลดค่าครองชีพ ไม่ได้ทำให้คนมีอำนาจซื้อใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ ทั้งนี้ ถ้าเทียบระหว่างถ่ายทอดสดฟรี หรือไม่มีถ่ายทอดสดฟรี การพนันมูลค่าใกล้เคียงกัน แต่ถ้าเทียบระหว่างเงินสะพัดในระบบ ถ้ามีถ่ายทอดสดฟรี จะเติบโต 2.4% แต่ถ้าไม่มีถ่ายทอดสดฟรี จะติดลบ 39.4%" นายธนวรรธน์ กล่าวด้านนางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่าย ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมไทยช่วง WORLD CUP 2026 ว่า กรณีที่คาดว่าจะมีการถ่ายทอด มีความสนใจในการแข่งขัน FIFA World Cup 2026 มากน้อยอย่างไรนั้น พบว่า 41.7% สนใจมาก 31.2% สนใจปานกลาง และ 6.8% สนใจมากที่สุด
สำหรับแผนการติดตามการถ่ายทอดสด ส่วนใหญ่ 34.3% ติดตามเฉพาะทีมที่ชอบ/แมตช์สำคัญ รองลงมา 18.4% ติดตามเป็นส่วนใหญ่ (มากกว่า 50%) และ 17.1% ไม่มีแผนจะติดตาม ส่วนแผนการติดตามข่าวสาร 84.4% ผ่านโทรทัศน์ รองลง 62.1% จะติดตามผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และ 41.5% ผ่านเว็บไซต์
ส่วนการวางแผนการรับชม กรณีที่คาดว่าจะมีการถ่ายทอด ส่วนใหญ่ 68.4% จะดูสดเฉพาะนัดสำคัญแล้วดูย้อนหลังนัดอื่น รองลงมา 19.5% ดูย้อนหลังหรือไฮไลท์เป็นหลัก โดยช่วงเวลาที่วางแผนดู ส่วนใหญ่ในวันธรรมดาจะดูช่วง 23.00-00.00 น. ส่วนวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะดูทุกช่วงเวลา
ในส่วนของช่องทางการรับชมและรับฟัง 32.8% ผ่านโทรทัศน์ รองลงมา 32.6% ผ่านโซเชียลมีเดีย ส่วนอุปกรณ์ที่นิยมใช้ 37.5% คือมือถือ และ 34.2% โทรทัศน์ในบ้าน ส่วนสถานที่ที่รับชม-รับฟัง 47.2% ในบ้าน รองลงมา 19% ที่ร้านอาหาร และ 14.8% ที่ลานกิจกรรมของห้าง
เมื่อถามว่า ทราบหรือไม่ว่าไทยยังไม่มีผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ 54.1% บอกว่าทราบ และ 45.9% บอกว่าไม่ทราบ ส่วนคาดว่าจะได้รับชมผ่านฟรีทีวีหรือไม่ 47.1% บอกว่าคาดว่าจะได้ดูฟรีทีวี รองลงมา 46.3% บอกว่าไม่แน่ใจ
ทั้งนี้ หากต้องจ่ายเงินสมัครแพ็กเกจในการรับชม ยินดีที่จะจ่ายหรือไม่ 68.6% บอกว่าไม่ยินดี ส่วน 31.4% บอกว่ายินดีจ่าย โดยราคาที่เต็มใจจ่าย 32.0% บอกว่าอยู่ที่ 300-499 บาท รองลงมา 26.1% บอกว่าอยู่ที่ 100-299 บาท
อย่างไรก็ดี หากไม่มีช่องทางรับชมฟรีจะทำอย่างไร กลุ่มตัวอย่าง 31.6% บอกว่าจะไปดูที่ร้านอาหาร/สถานบันเทิงที่มีสัญญาณ รองลงมา 25.6% หาลิงก์สตรีมออนไลน์ที่ไม่เป็นทางการ และ 21.8% จะดูเฉพาะไฮไลต์/ข่าวสั้น
ส่วนทัศนะต่อรัฐบาลในการสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์เพื่อให้ดูฟรีนั้น พบว่า 66.8% บอกว่าเห็นด้วย 17.9% บอกว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง และ 13.7% เฉย ๆ ไม่แน่ใจ
ในส่วนของพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงฟุตบอลโลก เฉพาะผู้ที่มีการติดตาม พบว่า 63.8% จะใช้จ่ายกับค่าอาหารและเครื่องดื่มนอกบ้าน เฉลี่ย 3,819 บาท รองลงมา 42.9% จะซื้อไปรษณียบัตร เฉลี่ย 493 บาท และ 33.2% ใช้จ่ายกับค่าสมัครแพ็กเกจสตรีมมิง/ดูออนไลน์ เฉลี่ย 732.66 บาท
โดยในภาพรวม 54.8% บอกว่ามีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเทียบกับช่วงที่ไม่มีบอลโลก ส่วนแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ 58.8% เงินเดือน/รายได้ปกติ และรองลงมา 33.3% มาจากเงินออม
ส่วนพฤติกรรมการเล่นพนัน รูปแบบการเล่น 50.7% เงินสด 24.6% เลี้ยงอาหาร และ 23.8% ให้สิ่งของ ทั้งนี้ 26.3% บอกว่าไม่เล่น รองลงมา 28% เล่นเฉพาะทีมที่ชอบ ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยต่อนัดที่เล่น 1,109.07 บาท เล่นโดยรวมตลอดการแข่งขัน 19,933.13 บาท โดยแหล่งที่มาของเงินที่ใช้จ่ายส่วนใหญ่ 57.1% มาจากเงินเดือน/ค่าจ้าง รองลงมา 36.4% มาจากเงินออม ในส่วนของการเข้าถึงการพนัน 56.0% มองว่าเข้าถึงง่าย และรองลงมา 27.2% มองว่าเหมือนเดิม
สำหรับผลกระทบทางสังคม และเศรษฐกิจในช่วงการแข่งขัน FIFA ด้านบวก ส่วนใหญ่มองว่า จะกระตุ้นเยาวชนให้หันมาสนใจข่าวกีฬามากขึ้น, ช่วยลดความเครียดจากการเรียนหรือการทำงาน และมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ตามลำดับ ส่วนในด้านลบ ส่วนใหญ่มองว่า ก่อให้เกิดหนี้สินเพิ่มขึ้น, อุบัติเหตุจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และประสิทธิภาพในการทำงาน/การเรียนลดลง ตามลำดับ
- ทัศนะต่อโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" 60/40
สำหรับการสำรวจทัศนะต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 กลุ่มตัวอย่างตอบว่า 70.2% ได้รับสิทธิ์แบบประชาชนทั่วไป 20.6% ได้รับสิทธิ์ตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ 9.2% ไม่ได้รับสิทธิ์ โดยพฤติกรรมการใช้สิทธิ์ 85.2% บอกว่าใช้หมดแน่นอน 7.5% บอกว่าใช้ไม่หมด และ 7.3% ไม่แน่ใจ โดยเมื่อถามว่าช่วยลดค่าครองชีพหรือไม่ 48.0% บอกว่าช่วยได้ปานกลาง 37.1% บอกว่าช่วยได้มาก และ 9.9% บอกว่าช่วยได้น้อย
ส่วนมาตรการไทยช่วยไทยพลัสต่อบอลโลก พบว่า 34.0% บอกว่าจะนำสิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส มาใช้จ่ายในช่วงบอลโลกครึ่งหนึ่ง รองลงมา 33.3% จะไม่นำมาใช้เลย ทั้งนี้ หากไม่มีโครงการจะใช้จ่ายช่วงบอลโลกจำนวนเดิมหรือไม่นั้น กลุ่มตัวอย่าง 51.5% บอกว่าจะใช้จ่ายเท่าเดิม รองลงมา 39.2% ใช้จ่ายน้อยลง เพราะโครงการช่วยลดภาระบางส่วน
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการไทยช่วยไทยพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าประชาชนจะใช้จ่ายประมาณ 50,000 ล้านบาท ส่งผลให้บรรยากาศใช้สอยดูคึกคัก และคนใช้จ่ายอย่างเต็มที่ ดังนั้น บรรยากาศสะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัว และมองว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ซึ่งขยายตัวเป็นบวก 2 ไตรมาสติดต่อกัน สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว
"แรงหนุนของมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ที่มีเงินเข้าระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติมประมาณ 80,000 ล้านบาท ตลอด 4 เดือน น่าจะช่วยหนุนเศรษฐกิจจากเดิมอีก 0.4-0.6% ของ GDP ดังนั้น มองว่ามีโอกาสสูง ที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/69 จะโตมากกว่า 2.5%" นายธนวรรธน์ ระบุอย่างไรก็ดี ยังต้องรอติดตามว่าการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ตามมาตรการ 301 (Section 301) จะเป็นอย่างไร รวมถึงปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งท่าทีของสหรัฐฯ อยากให้สงครามยุติไม่บานปลาย ทำให้การคาดการณ์ราคาน้ำมันโลกในช่วงครึ่งปีหลัง 69 อยู่ที่ประมาณ 90-100 ดอลลาร์/บาร์เรล ดังนั้น ทิศทางราคาน้ำมันก็ไม่มีแนวโน้มสูง ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อ และการที่กังวลว่าสินค้าราคาแพงขึ้น จนมีสัญญาณ Stagflations นั้นจะไม่เกิดขึ้น รวมถึงสัญญาณของธนาคารกลางของไทยและโลก ก็ไม่มีแนวโน้มว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ย
"มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจ ช่วงปลายเดือนมิ.ย. 69 นี้ หรือต้นเดือนก.ค. 69 โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ มีลุ้นโต 2-2.5%" นายธนวรรธน์ กล่าวสำหรับการทบทวนเงื่อนไขของมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มองว่า เป็นเรื่องที่ดีทีเมื่อมีกระแสวิจารณ์ที่รัฐบาลรับฟัง และนำไปปรับปรุงแก้ไข มองว่าควรจะให้กับคนที่มีรายได้น้อยจริง ๆ ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ทั้งนี้ หากประชาชนที่เข้าเกณฑ์มีจำนวนลดลงจากเงื่อนไขที่มากขึ้นนั้น มองว่าจำนวนประชาชนที่จะได้รับสิทธิ์น่าจะลดลงไม่มาก ประมาณ 1 ล้านคน จากทั้งหมด 13 ล้านคน ซึ่งมูลค่าการจับจ่ายใช้สอยเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจจะไม่หายไปไหน ไม่มีผลต่อเศรษฐกิจฐานรากโดยรวม ทั้งนี้ รัฐบาลยังมีแนวคิดเรื่อง Negative Income มาแทน ที่คำนวณรายได้ในระบบ ซึ่งคนเหล่านั้นก็จะได้รับสวัสดิการไปโดยอัตโนมัติ
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าร้านบุฟเฟต์ขนาดใหญ่ ได้รับผลกระทบเชิงลบต่อมาตรการไทยช่วยไทยพลัส นายธนวรรธน์ กล่าวว่า หลักการของการดำเนินนโยบายมีได้มีเสียอยู่แล้ว โดยหลักคิดของมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ออกมาในช่วงที่สงครามในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย และมีแนวคิดว่าจะ Stagflations และเศรษฐกิจโตต่ำ สินค้าจะแพง เงินเฟ้อสูง ดังนั้น มาตรการดังกล่าวจึงออกมาเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ โดยมีเจตนารมณ์ให้คนตัวเล็กได้ประโยชน์ เพราะขาดสภาพคล่องเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ เครดิตเรตติ้งต่ำ ถ้าเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ รัฐบาลน่าจะมองว่าเครดิตเรตติ้งดีกว่า สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากกว่า
อย่างไรก็ดี มองว่าเรื่องนี้ยังไม่มีบทพิสูจน์ที่ชัดเจน ในภาพรวมธุรกิจขนาดใหญ่อาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่ไม่ได้เป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ หากในช่วงเดือนที่ 2-4 ประชาชนอาจเริ่มปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายได้แล้ว และมีเงินในกระเป๋าเข้ามามากขึ้น คนก็จะเริ่มกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้คนเข้าร้านบุฟเฟต์มากขึ้นได้