SCB - KTB ประสานเสียงเก็ง กนง. "คงดอกเบี้ยนโยบาย" พยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง มองแรงกดดันเงินเฟ้อฝั่งอุปทานจากผลกระทบสงครามเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว พร้อมชี้กำลังซื้อครัวเรือน และ SMEs ยังอ่อนแอเกินกว่าจะรับมือภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น เชื่อ กนง.เก็บ Policy Space ยาวตลอดทั้งปีเพื่อรับมือความไม่แน่นอน มากกว่ารีบขยับดอกเบี้ยซ้ำเติมอุปสงค์ในประเทศหากหมดโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงดอกเบี้ยไว้ตลอดในปีนี้ ยังไม่ตอบสนองต่อแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทานที่มองว่าอาจเป็นเพียงแต่สถานการณ์ระยะสั้น และคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในปี 70 อีกทั้งความสามารถในการชำระหนี้ของ SMEs ยังแย่ลงจากผลของสงคราม ดังนั้น กนง.จึงน่าจะคงดอกเบี้ยเพื่อให้ภาวะการเงินไทยไม่ตึงตัวขึ้น จนส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ
อย่างไรก็ดี หากดูที่ตลาด overnight interest rate swap จะสะท้อนได้ว่า ตลาดมอง กนง.อาจขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ได้ โดยให้โอกาสราว 70-80% และอาจขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปีหน้า
นายวชิรวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดการเงินมองว่า กนง.อาจขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ได้ คือ แรงกดดันเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นมาเร็วตั้งแต่เกิดสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับสูงขึ้นมาก โดยไทยเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานค่อนข้างสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ทั้งนี้ มองว่า กนง.น่าจะไม่ให้น้ำหนักกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากฝั่งอุปทานมากนัก เพราะหากมองที่คาดการณ์เงินเฟ้อในระยะต่อไปจนถึงปีหน้า หากสงครามสามารถจบลงได้ในช่วงกลางปีนี้ ก็น่าจะเห็นเงินเฟ้อปรับลดลงได้ตั้งแต่ปี 70 เป็นต้นไป ซึ่งน่าจะทำให้ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อในปีหน้ากลับมาอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 1-3% นอกจากนี้ เงินเฟ้อเดือนล่าสุด (พ.ค.69) ที่เพิ่งออกมายังต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์อีกด้วย จึงลดแรงกดดันในประเด็นนี้ลงไปได้
"ถึงแม้แรงกดดันฝั่งอุปทาน จะยังทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวอยู่ แต่เริ่มเห็นสัญญาณของฝั่งอุปสงค์ที่อาจอ่อนแอลง สะท้อนจากสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคที่โตค่อนข้างต่ำ และหดตัวในบางกลุ่มสินค้า ดังนั้น จึงพอเป็นสัญญาณที่สะท้อนได้ว่า เศรษฐกิจ และการบริโภคครัวเรือนอาจยังอ่อนแอ" นายวชิรวัฒน์ กล่าว- ครัวเรือนไทยเปราะบางสูงขึ้น
นายวชิรวัฒน์ ชี้ว่า หากดูที่อุปสงค์ในประเทศ ยังพบว่ารายได้ครัวเรือนไทยลดลง และพึ่งพารายได้จากเงินช่วยเหลือมากขึ้น โดยถึงแม้คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะโตได้ราว 2% แต่ก็เป็นเพราะมีมาตรการภาครัฐเข้ามาอุดหนุนการใช้จ่ายของครัวเรือน โดยภาครัฐกู้เงินถึง 4 แสนล้านบาทเพื่ออัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี หากผลจากมาตรการนี้หมดไป เศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มเปราะบางอาจจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้
"ในระยะต่อไป รายได้แรงงานอาจถูกกดดันจากตลาดแรงงานที่อ่อนแอลงอีก (สะท้อนจากข้อมูลตลาดแรงงาน Q1/26 ที่เริ่มเปราะบางขึ้น) ตลอดจนความเสี่ยงที่แรงงานอาจถูก AI ทดแทน ก็ยังเป็นความท้าทายที่ต้องจับตา นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อรายย่อยที่ยังตึงตัว และสินเชื่อด้อยคุณภาพที่ยังทรงตัวสูง ดังนั้น จึงมองว่า กนง. อาจต้องคงดอกเบี้ยไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ภาวะการเงินตึงตัวเกินไปและเพิ่มภาระทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน" นายวชิรวัฒน์ กล่าวอย่างไรก็ดี การที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจในภาวะที่เงินเฟ้อยังมีแนวโน้มเร่งตัวอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ก็ดูจะเป็นนโยบายที่อาจยังไม่เหมาะสม การคงดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรอประเมินผลของปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และเก็บ Policy space เอาไว้ จึงดูเป็นแนวทางที่เหมาะสมมากกว่า
- ปัจจัยต่างประเทศที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของ กนง.
สำหรับปัจจัยจากต่างประเทศที่อาจเข้ามากระทบการตัดสินใจของ กนง. เช่น นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมถึงทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินบาท นายวชิรวัฒน์ มองว่าปัจจัยเหล่านี้จะยังไม่เป็นแรงกดดันมากนัก เนื่องจากคาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยในปีนี้เช่นกัน (แม้ว่าตลาดจะมองว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม) ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทยจะยังคงที่ จึงไม่เพิ่มแรงกดดันต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินบาท
ในช่วงที่ผ่านมา มุมมองของนักลงทุนโลกต่อสินทรัพย์ของไทยยังค่อนข้างดี เพราะการเมืองกลับมามีเสถียรภาพ และรัฐบาลยังสื่อสารถึงแนวทางการดำเนินนโยบายการคลังอย่างมีวินัย จึงทำให้ตลาดลดความกังวลในจุดนี้ลง เงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงที่ผ่านมาจึงไม่ผันผวนมากนัก (แม้ว่าจะไหลออกไปมากในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเกิดสงครามในตะวันออกกลาง)
ดังนั้น ไม่มีแรงกดดันที่ กนง.จะต้องใช้เครื่องมือนโยบายการเงินเพื่อเข้ามาดูแลเสถียรภาพของตลาด แตกต่างจากประเทศอินโดนีเซียในขณะนี้ที่ตลาดหุ้นถูกเทขายรุนแรง เงินทุนไหลออก ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ธนาคารกลางของอินโดนีเซียมีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อประคองภาวะตลาดการเงิน
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย มองในทิศทางเดียวกันว่า กนง.มีแนวโน้มที่จะคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปี 69 และอาจยาวไปถึงปี 70 แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ก็มาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน ด้วยสภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลังซื้อและอุปสงค์อ่อนแอ ประกอบกับโครงสร้างตลาดแรงงานที่ไม่ได้เอื้อต่อการปรับค่าจ้างให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อ (ไม่มีภาพของ Wage-Price spiral) จะทำให้ไม่เกิดผลของ 2nd round effect ที่รุนแรงและสร้างแรงส่งเพิ่มเติมต่อเงินเฟ้อ จนทำให้ กนง.กังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อเหมือนในฝั่งธนาคารกลางประเทศอื่น ๆ จนนำไปสู่การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้
และหากพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการ กนง.ที่ล่าสุดเพิ่งมีสมาชิกใหม่เข้ามา 1 คน อาจพอประเมินได้ว่า เสียงส่วนใหญ่ (หรืออาจเกือบทั้งหมด) จะยังคงเห็นด้วยกับการคงดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเหมาะสมต่อสภาพเศรษฐกิจไทย และสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง
นายพูน มองว่า ควรจับตาท่าทีของ กนง.ในกรณีที่หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น (ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งสูงแตะระดับ 150 ดอลลาร์/บาร์เรล) ซึ่งแน่นอนว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะเสี่ยงพุ่งสูงขึ้นตาม แต่เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
"จึงเป็นที่น่าคิดว่า ทางแบงก์ชาติจะรับมืออย่างไร ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงหนัก ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง หรืออาจจะเรียกได้ว่าเศรษฐกิจไทยเสี่ยงเผชิญภาวะ Stagflation" นายพูน กล่าวพร้อมระบุว่า หากอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางและระยะยาวไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง กนง.อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมใช้มาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น มาตรการดูแลลูกหนี้ที่เฉพาะเจาะจง เน้น SMEs และครัวเรือน กลุ่มเปราะบาง นอกจากนี้ ภายใต้สภาวะดังกล่าว อาจต้องมีการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน เนื่องจากเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงหนัก ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรไทยเสี่ยงปั่นป่วนจากแรงขายพันธบัตร โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวที่อาจเห็นบอนด์ยีลด์เร่งตัวสูงขึ้น
"แต่หากอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง และระยะยาว เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กนง.มีโอกาสที่จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยบ้าง 25-50bps เพื่อคุมให้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ยังคงยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย 1-3% ของแบงก์ชาติ แต่สิ่งที่จะตามมา และหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ภาวะเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวลงหนัก ซึ่งจะทำให้แบงก์ชาติต้องพิจารณาและประเมินผลดี ผลเสียระหว่างการคุมเงินเฟ้อ กับการประคับประคองเศรษฐกิจ" นายพูน กล่าวอย่างไรก็ดี หากทางรัฐบาลพร้อมใช้มาตรการช่วยเหลือหรือพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติม กนง. อาจจะพิจารณาเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย (เพื่อคุมเงินเฟ้อ) ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากอาจประเมินว่า "การขึ้นดอกเบี้ยบ้าง" อาจไม่ได้ส่งผลกระทบกดดันต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรง หากได้แรงหนุนจากนโยบายของภาครัฐ