กกร.เพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้โต 1.6-2.0% หลังคาดส่งออกโต 8-10% จากติดลบ

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday June 10, 2026 12:29 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

กกร.เพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้โต 1.6-2.0% หลังคาดส่งออกโต 8-10% จากติดลบ

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองว่าเศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ด้วยเม็ดเงินราว 1.7 แสนล้านบาท ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ จึงมีมติปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ เป็นขยายตัวที่ 1.6-2.0% จากเดิมคาดไว้ที่ 1.2-1.6% ส่วนเงินเฟ้อ ปรับเพิ่มเป็น 2.5-3.0% จากเดิม 2.0-3.0%

อีกทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกปีนี้ เป็นขยายตัว 8-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัวเลย เป็นผลจากทิศทางการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง

กกร.เพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้โต 1.6-2.0% หลังคาดส่งออกโต 8-10% จากติดลบ

นายผยง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะ K-shape โดยการส่งออกสินค้าในช่วง 4 เดือนแรกของปี (ม.ค.-เม.ย.) เติบโตสูงถึง 18.9% โดยสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% จาก megatrend การลงทุนด้าน AI และ data center สอดคล้องกับการส่งออกของประเทศอื่นในเอเชีย ที่เติบโตในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมมาก แต่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยี ไม่ได้ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก เนื่องจากใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นส่วนใหญ่

ขณะเดียวกัน การผลิตและการส่งออกสินค้าอื่นทรงตัว ผู้ประกอบการมีความกังวลด้านสินค้าขาดแคลน และต้นทุนวัตถุดิบที่สูงกระทบความสามารถในการแข่งขัน และอุปสงค์ในประเทศก่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัวหลังค่าครองชีพปรับสูงขึ้น

กกร.เพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้โต 1.6-2.0% หลังคาดส่งออกโต 8-10% จากติดลบ

ส่วนทิศทางเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง นายผยง กล่าวว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงินการคลัง (Financial Discipline) เพื่อรักษาความเชื่อมั่น โดยสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นแบบ K-Shaped ที่กลุ่มขาลงได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าขาขึ้น รัฐจึงต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดให้ตรงจุดเพื่อช่วยกลุ่มที่ต้องการปรับตัว ภาคธุรกิจต้องปรับโมเดลธุรกิจ และทักษะ เพื่อรองรับ Future Economy เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนไป

ขณะเดียวกัน มีความกังวลเรื่องการจ้างงานและศักยภาพการแข่งขันของ Real Sector ยกตัวอย่าง ตัวเลข GDP เติบโตจากกลุ่ม Data Center แต่มีความกังวลว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะส่งผลถึงการจ้างงานใน Real Sector มากน้อยเพียงใด เนื่องจากต้องใช้ทรัพยากรสูง ทั้งพลังงานและน้ำ แต่การจ้างงานอาจไม่สูงตาม เป็นต้น

สำหรับการประเมินกำลังซื้อของประชาชนหลังจากสิ้นสุดโครงการไทยช่วยไทยพลัส นายผยง มองว่า ยังไม่ได้ประเมินตัวเลข แต่จะเป็นปัจจัยกดดันให้กำลังซื้อน่าจะมีแรงทรุดลง ขณะที่ภาคส่งออก มูลค่าการส่งออกกลุ่มเทคโนโลยี (High-tech) เติบโตสูงถึง 48-50% แต่กลุ่มที่ไม่ใช่เทคโนโลยี (Non-tech) เติบโตเพียง 7% และยังเผชิญปัญหาต้นทุนสูง รายได้ลดลง ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงการจ้างงานที่มีความท้าทาย

"กกร. มีความกังวลต่อแรงกดดันจาก K ขาล่าง ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออก และ FDI ที่เพิ่มขึ้น ดังเช่นข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 300 บริษัท ล่าสุด ที่ชี้ว่าได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และรายได้ปรับลดลง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับ K ขาบน ให้เป็น "ตัวเร่ง" สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงิน FDI ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์มากขึ้น" ประธานที่ประชุม กกร. กล่าว

  • แนะใช้โอกาสจาก Mega trend ด้านลงทุนปรับโครงสร้างศก.ไทย

ที่ประชุม กกร. ยังเห็นว่า ประเทศไทยสามารถใช้โอกาสจาก megatrend ด้านการลงทุน ในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายของการย้ายฐานการผลิต สำนักงาน Middle & Back Office ของบริษัทข้ามชาติ และการก้าวสู่ Regional Hub ทั้งภาคการผลิต การบริการ และการเงิน

นอกจากนี้ ควรใช้โอกาสจากเทรนด์ AI, Data Center, Cyber Security ของโลก เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม Smart Electronics และ Advanced Manufacturing เพิ่ม local content พัฒนา R&D ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand ที่มุ่งสนับสนุน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งสอดรับกับอุตสาหกรรมที่ BOI มุ่งเป้าสนับสนุนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตามคำแนะนำของธนาคารโลกสำหรับประเทศไทย เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี เพิ่มโอกาสและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย และการจ้างงานอย่างครอบคลุมในระยะยาว

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงกรณีโครงการ Thailand AI Passport ควรทบทวนหรือเดินหน้าต่อ มองว่าโดยพื้นฐานโครงการนี้มีผลช่วยให้ SME เข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากหากดำเนินการเองจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า อย่างไรก็ดี สเปคของบริการภายใต้ AI Passport จำเป็นจะต้องครอบคลุมและตอบโจทย์การใช้งานจริงด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการ

  • ไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน แม้สงครามยังไม่ยุติ

นายผยง กล่าวว่า ที่ประชุม กกร.มองว่า ความมั่นคงทางพลังงาน ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ การส่งออกสินค้าพลังงานจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ขณะที่ในครึ่งปีหลัง ประเทศกลุ่ม OECD มีแนวโน้มต้องเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อทดแทนในคลังน้ำมันสำรองที่มีปริมาณลดลงมาก ทำให้การหาน้ำมันดิบทดแทนแหล่งผลิตในตะวันออกกลางของประเทศอื่น ๆ อาจจะยากและแพงขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของการผลิตสินค้าและบริการ อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และอาจจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ที่ประชุม กกร. ได้หารือถึงสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศ ภายใต้ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งการเจรจาสันติภาพยังไม่มีข้อยุติ อย่างไรก็ตาม กกร. ยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปรวมประมาณ 13,384 ล้านลิตร เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศได้ราว 109 วัน และยังไม่มีสัญญาณของภาวะขาดแคลนพลังงาน

ขณะเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน ได้เร่งบริหารความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง โดยลดสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจากเดิมประมาณ 55% เหลือราว 27% และเพิ่มการจัดหาจากแหล่งอื่นเป็นประมาณ 73% เพื่อเสริมความยืดหยุ่นและความมั่นคงของพลังงาน ลดผลกระทบจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนสนับสนุนให้ห่วงโซ่อุปทาน และภาคการผลิตของประเทศสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กกร. คาดหวังให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) สามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือนส.ค.นี้ เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการวางโครงสร้างพลังงานระยะยาวของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า การบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

  • แนะใช้โอกาสที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นประชาคมโลก

กกร. เห็นว่าควรใช้โอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติในหลายเวที อาทิ การประชุม ABAC 2026 ครั้งที่ 3 การประชุม Gastech 2026 การประชุม Thailand-US Trade & Investment Forum 2026 รวมถึงการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting โชว์ศักยภาพประเทศไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน

ทั้งนี้ ธนาคารโลก ได้นำเสนอข้อมูลการจัดประชุมให้ที่ประชุม กกร. รับทราบ ซึ่งธนาคารโลก อยู่ระหว่างจัดทำรายงาน Flagship Report "Building Thailands Future Today" ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงวิเคราะห์ในการนำเสนอจุดแข็งของประเทศไทย เชื่อมโยงกับแนวทาง Reinvent Thailand และต่อยอดไปสู่การสื่อสารเชิงบวก ก่อนการประชุมเดือนต.ค.นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และดึงดูดความร่วมมือจากนักลงทุน และพันธมิตรระหว่างประเทศ รวมถึงการประสานงานกับธนาคารโลก และภาคเอกชนในการจัด Affiliate Program


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ