กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ประเมินทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.30-32.90 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 32.65 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 32.64-32.98 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือน เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโร และเยน โดยข้อมูลเงินเฟ้อเดือนพ.ค. ของสหรัฐฯ หนุนเงินดอลลาร์ขึ้นในช่วงแรก ขณะตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ในอนาคตอันใกล้
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันร่วงลง และบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัว หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศระงับการดำเนินการทางทหารต่ออิหร่าน โดยระบุว่า อาจลงนามข้อตกลงหยุดยิงได้ในเร็ววัน และจะครอบคลุมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทางด้านอิหร่านยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบต่อข้อตกลงดังกล่าว ทำให้ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขึ้นดอกเบี้ย 25bp เป็น 2.25% ท่ามกลางความเสี่ยงที่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น อาจส่งผ่านไปยังความคาดหวังเงินเฟ้อ และการกำหนดค่าจ้างและราคาสินค้า โดยการตัดสินใจของ ECB อาจสะท้อนว่าธนาคารกลางหลัก ๆ กำลังมีมุมมองสอดคล้องกันมากขึ้นเกี่ยวกับการคุมเข้มนโยบาย
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นและพันธบัตรไทยสุทธิ 1,557 ล้านบาท และ 12,450 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้ BAY มองว่า ตลาดการเงินโลกจะให้ความสนใจกับการประชุมเฟด ซึ่งจะเป็นครั้งแรกภายใต้การนำของประธาน Warsh นักลงทุนคาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ในช่วง 3.50-3.75% ในวันที่ 17 มิ.ย. 69 โดยหากเฟดส่งสัญญาณมองข้ามเงินเฟ้อชั่วคราว ดอลลาร์จะอ่อนลง โดยเฉพาะหลังจากสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งมีรายงานว่าจะลงนามที่สวิตเซอร์แลนด์ ปลายสัปดาห์นี้ แต่หากเฟดบ่งชี้ว่าอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายตึงตัว ดอลลาร์จะแข็งค่าต่อไป
นอกจากนี้ ตลาดคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขึ้นดอกเบี้ย 25bp เป็น 1.00% ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี ในวันที่ 16 มิ.ย. 69 ท่ามกลางความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากสงครามตะวันออกกลาง แต่เนื่องจากตลาดสะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว ปฏิกิริยาของเงินเยน จึงขึ้นอยู่กับท่าทีการสื่อสารเกี่ยวกับจังหวะเวลาที่ญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ยรอบถัดไป
สำหรับปัจจัยในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นว่า ด้วยสถานการณ์ค่าเงินบาท และเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่งของไทย ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่จำเป็นต้องเรียกประชุมพิเศษอย่างกรณีของอินโดนีเซียแต่อย่างใด