ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 32.52 แกว่งแคบ ตลาดรอติดตามผลประชุมเฟดส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ย

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday June 16, 2026 17:32 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ ที่ระดับ 32.52 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าเล็กน้อย จากช่วงเช้า ที่เปิดตลาดที่ระดับ 32.56 บาท/ดอลลาร์

ระหว่างวันเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ 32.51 - 32.62 บาท/ดอลลาร์ แต่มีแข็งค่าขึ้นไปบ้างเล็กน้อย ในช่วงที่ราคา ทองคำขยับเพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมแล้วแกว่งแคบ เนื่องจากตลาดรอดูปัจจัยสำคัญในคืนวันพรุ่งนี้ (17 มิ.ย.) ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการ กำหนดนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) เพื่อพิจารณากำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

พร้อมกันนี้ ตลาดรอดูท่าทีความชัดเจนของข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ - อิหร่าน ที่จะมีการลงนามอย่างเป็นทางการใน วันศุกร์นี้

"คืนนี้ ฝั่งสหรัฐฯ ไม่ได้มีรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ตลาดรอลุ้นผลประชุม FOMC คืนพรุ่งนี้มากกว่า" นักบริหารเงิน
ระบุ

นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.45-32.65 บาท/ดอลลาร์

  • ปัจจัยสำคัญ
  • เงินเยน อยู่ที่ระดับ 160.34 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 160.13 เยน/ดอลลาร์
  • เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1600 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1590 ดอลลาร์/ยูโร
  • ดัชนี SET ปิดที่ 1,588.05 จุด ลดลง 3.67 จุด (-0.23%) มูลค่าซื้อขาย 67,471.46 ล้านบาท
  • สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 627.50 ล้านบาท
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ ประเมินว่า GDP ปีนี้จะขยายตัวได้ 2% โดยเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ในช่วงไตรมาส
2/69 และจะทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาส 3/69 จากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ ในขณะที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจ
คือ ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ นอกจากนี้ จะเห็นเงินเฟ้อทั่วไป เร่งตัวสูงสุดในไตรมาส 3-4 ของปีนี้
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะรอติดตามสถานการณ์ และเลือกคงอัตราดอกเบี้ย
นโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 24 มิ.ย.นี้ ส่วนทิศทางค่าเงินบาท มีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย และจะอยู่
ที่ในระดับ 32.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในสิ้นปี 69 จาก 32.50-32.60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เตรียมปรับประมาณการสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ไทยปี 69 จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว -0.7% มา
เป็นขยายตัวเล็กน้อยที่ราว 0.5% แต่ก็เป็นการสะท้อนแรงส่งจากการเติบโตของสินเชื่อที่ขับเคลื่อนจากสินเชื่อภาครัฐ และธุรกิจรายใหญ่
มากกว่ารายย่อย
  • ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติ 7 ต่อ 1 ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี
โดยมีเป้าหมายเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
และเงินเยนที่อ่อนค่าลง
  • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกยังคงยืนหยัดรับมือกับแรงกระแทกจากสงครามในตะวัน
ออกกลางได้ แม้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น เงินเฟ้อเร่งตัว และภาวะการเงินโลกตึงตัวมากขึ้น โดยจนถึงขณะ นี้ยังไม่พบสัญญาณที่บ่ง
ชี้ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัว
  • ซิตี้ (Citi) ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำ ในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า เป็น 4,500 ดอลลาร์/ออนซ์ จากเดิม
4,000 ดอลลาร์/ออนซ์ พร้อมคงมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในระยะ 6-12 เดือน โดยคาดว่าราคามีโอกาสแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อ
ออนซ์ แม้จะเตือนว่าตลาดอาจเผชิญความผันผวนสูงในช่วงต่อจากนี้
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ยอดค้าปลีกของจีน ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีในเดือนพ.
ค. ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรปรับตัวลงมากกว่าคาด ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า ภาวะเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงในระดับที่รุนแรงขึ้น
  • ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.35% พร้อมส่งสัญญาณว่า ธนาคารกลาง

พร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา และสนับสนุนการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ