นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนพ.ค. 69 อยู่ที่ระดับ 84.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 85.3 ในเดือนเม.ย. 69
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตฯ เดือนพ.ค. 69 ถือเป็นระดับที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 48 เดือน โดยการประเมินดัชนีเดือนพ.ค. 69 ยังไม่ได้รวมปัจจัยบวกจากการที่สหรัฐฯ และอิหร่าน มีรายงานว่าจะทำสัญญาเจรจายุติสงครามร่วมกัน
อย่างไรก็ดี ประเมินว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตฯ เดือนมิ.ย. 69 น่าจะปรับตัวดีขึ้น หากสถานการณ์ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
การปรับลดลงของดัชนีฯ มีปัจจัยกดดันจากภาคการผลิตที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังไม่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของภาคการส่งออก และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ เครื่องสำอาง เครื่องประดับ และเฟอร์นิเจอร์
นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และกดดันความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ
ขณะเดียวกัน ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคก่อสร้าง ภาคเกษตร และภาคการผลิต ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้กำลังการผลิตลดลง หรือเกิดความล่าช้าในกระบวนการผลิต อีกทั้งความเสี่ยงจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน รวมถึงการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น แนฟทา และปุ๋ยเคมี ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภท อาทิ พลาสติก บรรจุภัณฑ์ ปิโตรเคมี และเกษตรแปรรูป ขณะที่ราคาพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูง ยังเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนด้านการขนส่ง
ในเดือนพ.ค. 69 ภาคอุตสาหกรรมยังได้รับปัจจัยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตามการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ส่งผลดีต่อการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า และเซมิคอนดักเตอร์
ขณะเดียวกัน การลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง อาทิ แผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board: PCB) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้ มาตรการภาครัฐยังมีส่วนช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม โดยคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติมาตรการผ่อนผันหลักเกณฑ์การคำนวณเงินชดเชยค่างานก่อสร้าง (ค่า K) เป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นแก่ผู้รับเหมาภาครัฐ รวมถึงมาตรการขยายระยะเวลาผ่อนคลายเกณฑ์อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value Ratio: LTV) สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ และช่วยกระตุ้นความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในประเทศ
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 91.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 92.8 ในเดือนเม.ย. 69 โดยมีแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีการยุติการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และปุ๋ยเคมี
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 3-4% จากแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต ที่ทยอยส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ
อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็น วงเงิน 2 แสนล้านบาท สำหรับโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท สำหรับการปรับโครงสร้างด้านพลังงาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ประมาณ 0.6-0.8% และมีส่วนช่วยประคับประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และภาคการผลิตในระยะต่อไป
- เสนอให้ภาครัฐพิจารณาขยายระยะเวลามาตรการอุดหนุนน้ำมันแก่ภาคขนส่งแบบมุ่งเป้า เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงาน ลดภาระต้นทุนของภาคการผลิต รวมทั้งช่วยชะลออัตราเงินเฟ้อ และค่าครองชีพของประชาชน
"จากผลกระทบจากสงคราม คาดการณ์ว่าราคาพลังงานอาจจะยังไม่ลดลงอย่างรวดเร็วในระยะ 6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากต้องใช้เวลาฟื้นฟูแหล่งน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ดังนั้น สถานการณ์ราคาพลังงานในช่วงต้นปี 70 น่าจะดีขึ้น ตอนนี้จึงเสนอให้ภาครัฐขยายเวลามาตรการอุดหนุนน้ำมันออกไปก่อน" นางพิมพ์ใจ กล่าว- เสนอให้ภาครัฐเร่งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ผ่านกลไก Supply Chain Financing ในโครงการ PromptBIZ ควบคู่กับการออกมาตรการจูงใจบริษัทขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการ "พี่ช่วยน้อง" เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน
- เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการนำเทคโนโลยี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก Small Modular Reactor (SMR) มาใช้เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกของประเทศไทยในระยะยาว เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการ ส.อ.ท. กล่าวถึงปรากฏการณ์ K-Shape ว่า ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจรวมอาจดูดี แต่เมื่อแยกส่วนจะพบว่า "K ขาบน" คือกลุ่มสินค้าไฮเทคและการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่ขยายตัวได้ดีมากตามความต้องการของตลาดโลก ส่วน "K ขาล่าง" คือสินค้าที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทยเองเพื่อบริโภคในประเทศ ซึ่งยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ส่วนแนวทางการช่วยเหลือกลุ่มที่ไม่ใช่สินค้าเทคโนโลยี สิ่งที่สามารถทำได้ คือการให้ความช่วยเหลือเรื่องสินเชื่อเงินกู้ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยอยู่รอดได้ ส่วนในระยะยาว ราคาพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญ และเป็นค่าใช้จ่ายหลัก หากสามารถเข้าถึงพลังงานในราคาถูกลงได้ จะเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการไทย
สำหรับแนวคิดการเก็บค่าไฟจากกลุ่มอุตสาหกรรม Data Center ในราคาสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนหรือไม่ นายปณิธาน มองว่า แม้จะมีแนวคิดการเก็บค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงขึ้นสำหรับกลุ่มนี้ แต่ทางออกคืออาจจะต้องให้อุตฯ สามารถผลิตไฟเองได้ สนับสนุนพลังงานสีเขียว และการเปิดช่องทาง Direct PPA (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง) เพื่อให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจูงใจให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องในประเทศ