"สิริพงศ์" คาดดัน "ตั๋วร่วม" เข้าครม.จบในมิ.ย. จ่อควัก 1-4 พันลบ. จ่ายส่วนต่างให้ BTS-BEM

ข่าวเศรษฐกิจ Monday June 22, 2026 14:05 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

รมช.คมนาคม คาด "ตั๋วร่วม" เข้าครม. ภายในเดือน มิ.ย.นี้ พร้อมดึงดาต้าผู้โดยสารย้อนหลังจาก BTS-BEM เพื่อจ่ายเงินชดเชยให้ตามจริง ไม่มีการเหมาจ่าย โดย 3 ปีแรกจะควักงบรัฐจ่ายไปก่อน 1,000-4,000 ล้านบาท หลังจากนั้น 1-2 ปี จะระดมทุนผ่านกองทุน TFF หลักแสนล้านบาท ดึงสายสีน้ำเงินเข้าก่อน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า นโยบายตั๋วร่วม อยู่ระหว่างขอรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเตรียมเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาภายในเดือน มิ.ย.นี้ โดยหลักการสำคัญ ได้แก่ การกำหนดราคาค่าโดยสาร 17-45บาท (คิดค่าแรกเข้าครั้งเดียว), ให้กระทรวงการคลังดำเนินการเป็น Clearing House ยกเลิกมติ ครม.เดิมที่จะมีการจัดตั้งบริษัท Clearing House และ ให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) โอนทรัพย์สินและหนี้สินรถไฟฟ้าสายสีเขียว และสายสีทอง ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็น Single Ownership

ทั้งนี้ จะใช้บัตรระบบ EMV เป็นบัตรค่าโดยสาร ซึ่งกระทรวงการคลัง อาจจะให้ธนาคารกรุงไทย (KTB) ดำเนินการเป็น Clearing House เพราะมีประสบการณ์

ขณะที่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เดินสายเจรจากับผู้รับสัปทานรถไฟฟ้าทั้งสายสีเขียว คือ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ บริษัทในกลุ่ม บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ [BTS] และสายสีน้ำเงิน คือ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ [BEM] เพื่อหาสถิติตัวเลขผู้โดยสารย้อนหลัง 4-5 ปี เพื่อใช้เป็นฐานประกอบการพิจารณาชดเชยส่วนต่างให้กับผู้รับสัมปทาน หรือ Operator เป็นตัวเลขผู้โดยสารก่อนใช้ตั๋วร่วม และค่ากลางตัวเลขค่าโดยสารไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำนำมาประกอบการคำนวณ
"เราเห็นแล้วว่า หากรัฐใช้ตั๋วร่วม จำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน อย่างนี้ถือเป็นลาภลอยจะไม่เหมาจ่ายให้เอกชน" รมช.คมนาคม กล่าว
โดยรัฐบาลจะชดเชยให้กับบุคคลสัญชาติไทยที่ลงทะเบียน และไม่ให้สิทธิแก่คนต่างชาติ ทั้งนี้ จะไม่รวมโปรโมชั่น หรือการขายแบบตั๋วเดือน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่านโยบายตั๋วร่วมในระยะ 3 ปีแรก รัฐบาลจะใช้แนวทางชดเชยส่วนต่างค่าโดยสารกับผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้า ซึ่งจะใช้งบประมาณของรัฐราว 1,000-4,000 ล้านบาทไปก่อน

ขณะเดียวกัน ศึกษาการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) ที่จะนำรายได้ของรถไฟฟ้าในอนาคตมาจ่ายให้กับผู้ถือหน่วย เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณรัฐและการคลัง ซึ่งการจัดตั้งกองทุน TFF ใช้เวลาเตรียมตัว 1-2 ปี ในการทำแผนการเงิน หาสถาบันที่ปรึกษาทางการเงินเข้าร่วม ซึ่งขณะนี้กำลังคุยอยู่ 2-3 ราย อาทิ บล.ฟินันซ่า, บล.เกียรตินาคินภัทร โดยอาจจะระดมทุนหลักแสนล้านบาท ในเฟสแรก รัฐจะนำรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินไปเข้าอยู่ในกองทุน TFF แต่ยังไม่รวมรถไฟฟ้าสายสีส้ม

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม เตรียมแนวคิดกองทุน TFF ใช้กับหน่วยงานอื่นด้วย ในการระดมทุนเพื่อใช้ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ทางหลวงพิเศษ หรือมอเตอร์เวย์ ทางด่วน ส่วนทางด่วนสองชั้น (Double Deck) ใช้เงินเอกชนลงทุนแทน ขณะที่โครงการก่อสร้างทางคู่เฟส 2 ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) 5 เส้นทาง อาจไม่สามารถนำเข้ากองทุน TFF เพราะมีรายได้ไม่มากพอ

โดยปัจจุบัน รถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 30,422 ล้านบาท, ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท รอจัดสรรเงินงบประมาณ

ส่วนเส้นทางสายเหนือ กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 เส้นทาง วงเงินรวม 193,460 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.เส้นทางปากน้ำโพ-เด่นชัย วงเงิน 81,143 ล้านบาท 2.ชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี วงเงิน 44,095 ล้านบาท และ 3.เด่นชัย-เชียงใหม่ วงเงิน 68,222 ล้านบาท โดยระหว่างนี้ รอสภาพัฒน์ให้ความเห็น หลังจากนั้นคาดว่าจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ต่อไป


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ