หลายปีที่ผ่านมา คำว่า "Carbon Pricing" มักถูกพูดถึงในฐานะมาตรการลดโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็น Carbon Tax หรือระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) แต่ในปี 2026 โลกกำลังเริ่มเห็นชัดขึ้นว่า Carbon Pricing ไม่ใช่เพียง Climate Policy อีกต่อไป หากกำลังกลายเป็น "ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ" ที่ประเทศต่าง ๆ ใช้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
รายงาน State and Trends of Carbon Pricing 2026 ของ World Bank ระบุว่า ปัจจุบันโลกมีมาตรการ Carbon Pricing แล้วถึง 87 ระบบ ครอบคลุมประมาณ 29% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของโลก เพิ่มขึ้นจากเพียง 12% ในปี 2016
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลข คือ "วิธีคิด" ของแต่ละประเทศต่อ Carbon Pricing กำลังแตกต่างกันอย่างชัดเจน
บางประเทศมอง Carbon Pricing เป็น "ต้นทุน" แต่บางประเทศกลับมองเป็น "โอกาสทางเศรษฐกิจ" และนี่อาจเป็นหนึ่งในความแตกต่างสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
EU ETS หรือระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป กลายเป็น ETS ที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ขณะเดียวกัน ยุโรปยังเดินหน้ามาตรการ CBAM หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism ซึ่งเริ่มมีผลเต็มรูปแบบในปี 2026 เพื่อเก็บต้นทุนคาร์บอนจากสินค้านำเข้า เช่น เหล็ก ซีเมนต์ และอะลูมิเนียม
แม้ World Bank จะประเมินว่า CBAM ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงประมาณ 0.3% ของโลก แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจกลับใหญ่กว่านั้นมาก เพราะ CBAM กำลังเปลี่ยน "กฎการแข่งขัน" ของอุตสาหกรรมโลก
ยุโรปกำลังส่งสัญญาณว่าในอนาคต "สินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูง" อาจแข่งขันได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ยุโรปไม่ได้ใช้ Carbon Pricing เพียงเพื่อ "ลงโทษ" อุตสาหกรรม
รายได้จากระบบดังกล่าวถูกนำกลับไปสนับสนุน พลังงานสะอาด เทคโนโลยีสีเขียว การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม และกองทุนด้าน Climate Transition กล่าวอีกแบบคือ ยุโรปกำลังใช้ "ต้นทุนคาร์บอน" เพื่อสร้าง "เศรษฐกิจใหม่"
ญี่ปุ่นเริ่มใช้ระบบ GX-ETS อย่างเป็นทางการในปี 2026 ครอบคลุมบริษัทมากกว่า 700 บริษัท และมากกว่าครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งประเทศ
แต่ญี่ปุ่นไม่ได้เน้น "ลงโทษผู้ปล่อยคาร์บอน" แบบยุโรป
รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามวาง Carbon Pricing ให้เป็น "เครื่องมือ Transformation" เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ สนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ และรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในระยะยาว รายได้จากระบบจะถูกนำไปสนับสนุนกองทุน GX Transformation ซึ่งเชื่อมโยงทั้งพลังงาน ไฮโดรเจน แบตเตอรี่ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
โมเดลของญี่ปุ่นสะท้อนว่า Carbon Pricing ไม่จำเป็นต้องเป็น "ภาระ" เสมอไป หากออกแบบให้เชื่อมกับนโยบายอุตสาหกรรมได้อย่างเหมาะสม
สิงคโปร์เองก็เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ แม้จะเป็นประเทศเล็กและไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากนัก แต่กลับเพิ่ม Carbon Tax อย่างรวดเร็ว โดย World Bank ระบุว่า สิงคโปร์เพิ่มอัตรา Carbon Tax ถึง 80% ภายในปีเดียว
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของสิงคโปร์ไม่ได้อยู่แค่การลดคาร์บอน แต่คือการวางประเทศให้เป็น ศูนย์กลาง Green Finance, Carbon Trading Hub และศูนย์กลาง Carbon Services ของเอเชีย
สิงคโปร์มองว่า หากโลกกำลังเข้าสู่ "Carbon Economy" ประเทศที่สร้าง Ecosystem ได้ก่อน จะได้เปรียบทางเศรษฐกิจในระยะยาว
จีนเองก็มีแนวทางที่ต่างออกไปอีกแบบ ปัจจุบันจีนมี ETS ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเชิงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่จีนใช้แนวทาง Gradual Transition หรือการเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป รัฐยังคงมีบทบาทสูงในการกำหนดทิศทางตลาด และเน้นสร้างความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมก่อนเร่งใช้มาตรการที่เข้มข้น
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ แต่ละประเทศไม่มี "สูตรสำเร็จเดียวกัน" แต่ทุกประเทศกำลังพยายามตอบคำถามเดียวกันว่า "จะใช้ Carbon Pricing เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างไร" และนี่คือคำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยเช่นกัน
ปัจจุบันไทยกำลังเดินหน้า Climate Change Bill และเริ่มศึกษาแนวทางทั้ง Carbon Tax และ ETS มากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังถูกกดดันจากทั้ง Supply Chain นักลงทุน และมาตรการการค้าระหว่างประเทศอย่าง CBAM
หากมอง Carbon Pricing เป็นเพียง "ภาระ" ไทยอาจเดินช้าเกินไป และสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต แต่หากมอง Carbon Pricing เป็น "เครื่องมือยกระดับเศรษฐกิจ" ไทยอาจใช้โอกาสนี้ในการดึงดูด Green Investment พัฒนา Renewable Energy ยกระดับอุตสาหกรรม สนับสนุน EV Supply Chain และสร้างเศรษฐกิจใหม่จาก Carbon Market
ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในหลายด้าน ทั้งพลังงานหมุนเวียน เกษตรกรรม การจัดการของเสีย และโครงสร้างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของภูมิภาค แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่เพียงการ "มี" Carbon Pricing แต่คือการออกแบบให้ Carbon Pricing เชื่อมโยงกับนโยบายอุตสาหกรรม นโยบายพลังงาน การแข่งขันทางการค้า และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ
เพราะในโลกยุคใหม่ คาร์บอนอาจไม่ได้เป็นเพียง "ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม" แต่กำลังกลายเป็น "ต้นทุนทางเศรษฐกิจ" และ "เครื่องมือแข่งขันของประเทศ" อย่างเต็มรูปแบบ และประเทศที่เข้าใจเรื่องนี้ก่อน อาจได้เปรียบเร็วกว่าที่หลายคนคิด
ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ESG การค้าการลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ