Krungthai COMPASS มองว่าอุตสาหกรรมข้าวไทย กำลังเผชิญ "Twin Crisis" จากแรงกดดันทั้งด้านอุปสงค์ และอุปทานพร้อมกัน ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกข้าวไทย ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังปี 2569 - ปี 2570 ยังเผชิญความท้าทายสูง โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ภาวะเอลนีโญ และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศคู่แข่ง
- Twin Crisis กดดันข้าวไทย ทั้ง Demand และ Supply
Krungthai COMPASS มองว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จนถึงปี 2570 อุตสาหกรรมข้าวไทย กำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน (Twin Crisis) กดดันให้ปริมาณส่งออกข้าวไทยยังอยู่ในระดับต่ำ

- ด้านอุปสงค์ ความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กดดันให้ส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ของไทยถูกแย่งชิงโดยคู่แข่งหลัก อย่างอินเดีย และเวียดนาม โดยปัจจัยสำคัญมาจากการที่ผลผลิตข้าวอินเดียยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น และกดดันราคาตลาดโลกให้แข่งขันรุนแรงขึ้น
ขณะที่ไทยเผชิญข้อเสียเปรียบด้านราคา เนื่องจากต้นทุนและราคาส่งออกที่สูงกว่า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับอินเดีย และเวียดนาม ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่า ยิ่งทำให้ราคาข้าวไทยในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อบางส่วน หันไปนำเข้าจากคู่แข่งมากขึ้น และลดความต้องการข้าวไทยในภาพรวม
- ด้านอุปทาน ต้นทุนการผลิต และความเสี่ยงด้านผลผลิตของข้าวไทย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อุปทานข้าวไทยมีความเปราะบางมากขึ้น โดยแรงกดดันหลัก มาจากราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลของสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเป็นหลักจึงมีความเสี่ยงด้านต้นทุนสูง
- ทิศทางส่งออกข้าวไทยในระยะข้างหน้า
Krungthai COMPASS คาดว่าในปี 2569 ปริมาณส่งออกข้าวไทยจะอยู่ในระดับต่ำราว 6.7 ล้านตัน หรือลดลง -15%YoY ส่วนในปี 2570 คาดว่าปริมาณส่งออกอยู่ที่ราว 7.2 ล้านตัน หรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 7%YoY โดยได้จัดทำ Scenario Analysis แบ่งออกเป็น 3 กรณี ภายใต้สมมติฐานที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. กรณี Base Case ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังปานกลาง และสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายในช่วงปลายปี 2569 และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดีย จะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าไทย
โดยคาดว่าผลของเอลนีโญ จะกระทบผลผลิตข้าวไทยตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2569 ถึงครึ่งแรกปี 2570 ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่ จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 70% จากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้คาดว่าผลผลิตข้าวปี 2569 อยู่ที่ราว 28.8 ล้านตัน ลดลง -20%YoY ก่อนฟื้นกลับมาอยู่ที่ 31.6 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 10%YoY
นอกจากนี้ สงครามตะวันออกกลาง ยังส่งผลให้ไทยไม่สามารถส่งออกข้าวไปยังตลาดอิรักได้ราว 1 ล้านตัน ขณะที่ในปี 2570 คาดว่ากำลังซื้อในตลาดอิรักจะทยอยฟื้นตัว ช่วยหนุนปริมาณการส่งออกให้ปรับเพิ่มขึ้นได้บางส่วน
2. กรณี Worst Case ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังแรง และสงครามตะวันออกกลางไม่คลี่คลาย และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียได้รับผลกระทบน้อยจากเอลนีโญ
โดยคาดว่าผลของเอลนีโญ จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวไทยในระดับรุนแรง ตั้งแต่ครึ่งปีหลังปี 2569 จนถึงสิ้นปี 2570 ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 100% และเสี่ยงขาดแคลน จากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผลผลิตข้าวไทยในปี 2569 อยู่ที่ราว 28.6 ล้านตัน หรือลดลง -21%YoY ส่วนในปี 2570 ผลผลิตจะลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 27.8 หรือลดลง -3%YoY
3. กรณี Best Case ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังอ่อน และสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดีย จะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญมากกว่าไทย
โดยคาดว่าผลของเอลนีโญ จะกระทบผลผลิตข้าวไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นหลัก ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 40% จากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้คาดว่าผลผลิตข้าวปี 2569 อยู่ที่ราว 29.0 ล้านตัน ลดลง -19%YoY ก่อนฟื้นกลับมาอยู่ที่ 32.7 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 13%YoY
Krungthai COMPASS เห็นว่า อุตสาหกรรมข้าวไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยอาจปรับตัวจากการแข่งขันด้านปริมาณ (Mass) สู่การแข่งขันด้านมูลค่าเพิ่ม (Value-based Competition) ผ่านการพัฒนาข้าวคุณภาพสูง ข้าว GI ข้าวสุขภาพ ข้าว Low-Emission รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการน้ำ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว