เครือข่ายวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Solutions Network: SDSN) เรียกร้องประเทศต่าง ๆ มีธรรมาภิบาลและการดำเนินงานที่เข้มแข็งมากขึ้น เมื่อโลกเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของวาระปี 2573 โดยระบุว่า ขณะที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปีจะถึงกำหนดการของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2573 แต่ความก้าวหน้าของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ยังคงล่าช้ากว่ากำหนดอย่างมาก โดยมีการคาดการณ์ว่ามีเพียง 16% ของเป้าหมายเท่านั้นที่จะบรรลุผลสำเร็จภายในกำหนดเวลา ประเทศสมาชิกสหประชาชาติส่วนใหญ่ยังคงยึดมั่นในกรอบการทำงานนี้ แต่มีประเทศจำนวนน้อย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้เปลี่ยนท่าทีไปสู่การคัดค้านแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และสถาบันพหุภาคีที่เป็นรากฐานอย่างชัดเจน
ประเด็นเหล่านี้คือข้อค้นพบสำคัญจากรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDR) ฉบับที่ 11 ซึ่งเผยแพร่โดย SDSN รายงานปีนี้เรียกร้องให้มีการดำเนินงานตามเป้าหมาย SDGs ที่เข้มข้นขึ้น และฟื้นฟูความร่วมมือระดับโลกในขณะที่โลกเข้าสู่ปีสุดท้ายของวาระปี 2573 และเริ่มวางรากฐานสำหรับกรอบการทำงานหลัง 2573
ขณะที่เนื้อหาของรายงานประกอบด้วยดัชนี SDG Index ที่จัดอันดับประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ทั้ง 193 ประเทศ และดัชนีความร่วมมือพหุภาคี (UN-Mi) ที่ติดตามการมีส่วนร่วมของ ประเทศต่าง ๆ กับระบบพหุภาคีนิยมขององค์การสหประชาชาติ
รายงานยังมีการสำรวจใหม่ 2 รายการ ได้แก่
1. การสำรวจผู้เชี่ยวชาญ SDSN เกี่ยวกับความพยายามของรัฐบาลสำหรับการขับเคลื่อน SDGs
2. การสำรวจความเห็นของสาธารณะในวงกว้าง ครอบคลุม 127 ประเทศเกี่ยวกับ "ความท้าทาย SDG และวิธีการดำเนินงาน"
โดยผลสำรวจจากทั้งรายการนี้ เผยให้เห็นการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากสาธารณชนต่อการยึดมั่นกรอบ SDGs หลังปี 2573 พร้อมกับเปิดเผยถึงความเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญในระดับภูมิภาคและประเทศในด้านธรรมาภิบาล ความพยายามด้านนโยบาย และความสามารถในการดำเนินงาน ซึ่งผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า การเสริมสร้างกลไกด้านการเงิน ธรรมาภิบาล และการใช้วิทยาศาสตร์และข้อมูล เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ สำหรับการเร่งรัดบรรลุ SDGs ภายในปี 2573 และหลังจากนั้น
ด้าน Jeffrey D. Sachs ประธาน SDSN และผู้เขียนหลักของรายงานฉบับนี้ ระบุว่า การสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในฐานะกระบวนทัศน์ระดับโลกยังคงแข็งแกร่งทั่วโลก มีเรื่องราวความสำเร็จที่โดดเด่นเกิดขึ้นทั่วเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ รวมถึงในหลายประเทศและภูมิภาค การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถบรรลุได้ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ ดังนั้น สันติภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของยุคสมัยเรา และเน้นย้ำว่า ยุคต่อไปต้องมุ่งเน้นที่การนำไปปฏิบัติจริง การจัดหาเงินทุนที่เข้มแข็ง และธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิภาพในทุกระดับ
ด้าน Guillaume Lafortune รองประธาน SDSN ผู้เขียนหลัก และผู้ประสานงานของรายงาน กล่าวว่า วาระปี 2573 เป็นความมุ่งมั่นที่ทะเยอทะยานมาตั้งแต่ต้น และแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันกำลังทดสอบ ความยืดหยุ่นของระบบพหุภาคี พร้อมระบุว่า ช่วงเวลานี้เรียกร้องให้ทุกประเทศยืนยันหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติอีกครั้ง โดยเริ่มต้นที่มาตรา 1 และร่วมมือกันสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงระดับโลก และระดับภูมิภาคที่น่าเชื่อถือ พร้อมเสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินระดับโลก สนับสนุนการมีส่วนร่วมที่มากขึ้นของสถาบันระดับทวีป ภูมิภาค และท้องถิ่น และหนุนภาคประชาสังคมและมหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความรับผิดรับชอบ นวัตกรรม และแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงกับสถานการณ์หรือพื้นที่
สำหรับข้อค้นพบหลัก 6 ประการจากรายงานปีนี้ คือ
1. ความมุ่งมั่นระดับโลกต่อ SDGs ยังคงแข็งแกร่ง ประเทศส่วนใหญ่ยังสนับสนุนมติของสมัชชา ใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยปี 2568 ที่ผ่านมา 170 ประเทศจาก 193 ประเทศสมาชิกสนับสนุนมติเหล่านี้ มีเพียงอาร์เจนตินาและสหรัฐอเมริกา ที่ลงคะแนนคัดค้านมติที่เกี่ยวข้องกับกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง
2. ความคืบหน้า SDGs ของเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้โดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น ๆ โดยประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ยังคงมีความคืบหน้าในการขับเคลื่อนบรรลุ SDGs ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2558 โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่าง "อินเดีย" มีอันดับที่ดีขึ้น 18 อันดับ และ "จีน" อันดับดีขึ้น 14 อันดับ ส่วนระดับโลก ฟินแลนด์ ยังคงครองอันดับ 1 ในดัชนีปีนี้ ตามด้วยสวีเดนและเดนมาร์ก
อย่างไรก็ดี ประเทศกลุ่มผู้นำเหล่านี้จะยังประสบความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญ ในการดำเนินการ SDG 12 (การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน) SDG 13 (การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) SDG 14 (ทรัพยากรทางทะเล) และ SDG 15 (ระบบนิเวศบนบก) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากรูปแบบการบริโภคที่ไม่ยั่งยืนและผลกระทบเชิงลบที่ส่งผลต่อประเทศอื่น
3. เป้าหมายที่เกี่ยวกับเมือง สิ่งแวดล้อม ระบบเกษตรอาหารที่ยั่งยืน และสันติภาพ ออกนอกลู่นอกทางที่จะบรรลุอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะ SDG 11 (เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน) SDG 14 (ทรัพยากรทางทะเล) SDG 15 (ระบบนิเวศบนบก) และ SDG 16 (ความสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง) ขณะที่ตัวชี้วัดที่ยังห่างไกลการบรรลุเป้าหมาย ได้แก่ SDG 2 (การเกษตรที่ยั่งยืน) SDG 3 (อัตราโรคอ้วน) SDG 16 (เสรีภาพสื่อและดัชนีคอร์รัปชัน) ในทางกลับกัน ตัวชี้วัดที่ก้าวหน้า ได้แก่ SDG 9 (การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง) SDG 3 (การลดการติดเชื้อ HIV) และ SDG 7 (การเข้าถึงไฟฟ้า)
4. บาร์เบโดส ครองอันดับหนึ่งด้านความมุ่งมั่นต่อระบบพหุภาคีนิยมตามแนวทางของ UN (UN-based multilateralism: UN-Mi) ขณะที่สหรัฐฯ รั้งท้าย ซึ่งสะท้อนผ่านการที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศมากกว่า 60 แห่งในเดือนมกราคม 2569 การลงคะแนนเสียงร่วมกับเสียงส่วนใหญ่ของนานาชาติเพียง 5% จากการลงมติในสมัชชาใหญ่แห่ง สหประชาชาติ (UNGA) ที่บันทึกไว้ในปี 2568 และการแสดงท่าทีคัดค้านอย่างเป็นทางการต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) วาระปี 2573 และความตกลงปารีสว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ (Paris Climate Agreement)
5. การเสริมสร้างความเข้มแข็งในการนำไปปฏิบัติ คือหัวใจสำคัญที่เป็นลำดับความสำคัญสูงสุดสำหรับยุคถัดไปของการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี 2573 เครือข่ายวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Solutions Network: SDSN) ได้ทำการสำรวจเครือข่ายของตนใน 64 ประเทศและสหภาพยุโรป รวมถึงผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 1,000 รายจาก 127 ประเทศ เพื่อประเมินความพยายามของรัฐบาลและอุปสรรคต่าง ๆ ในการดำเนินงานตาม เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนในการยึดมั่นกรอบการทำงาน SDGs ไว้ต่อไปภายหลังปี 2578, 2579 พร้อมทั้งระบุว่า การเงิน ธรรมาภิบาล และการใช้วิทยาศาสตร์และข้อมูล เป็นประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างความเข้มแข็งมากที่สุด ทั้งนี้ มุมมองต่อความก้าวหน้านั้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละภูมิภาค โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ มีการรายงานผลการประเมินการดำเนินงาน SDGs ทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่นในเชิงบวกมากกว่าภูมิภาคอื่น
6. 8 เรื่องสำคัญสำหรับการทศวรรษถัดไปของการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่
1) ยุติสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ และปรับเปลี่ยนงบประมาณทางการทหารไปสู่การสร้างสันติภาพและการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์
2) กำหนดกรอบเวลาที่ทะเยอทะยาน สำหรับการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG)
3) จัดระเบียบการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นไปที่การพลิกโฉมครั้งใหญ่ 6 ประการ (Six Major Transformations)
4) นำแผนการลงทุนระยะยาวมาใช้ เพื่อสนับสนุนการพลิกโฉมเหล่านั้น
5) เสริมสร้างความร่วมมือและการลงทุน ทั้งในระดับภาคพื้นทวีป ภูมิภาค และท้องถิ่น
6) นำระบบภาษีระดับโลกใหม่ ๆ มาใช้ เพื่อระดมทุนสำหรับสินค้าและบริการสาธารณะของโลก (Global Public Goods)
7) พัฒนากรอบธรรมาภิบาลระดับโลก สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ
8) จัดตั้งศูนย์ใหม่ของสหประชาชาติ (UN campuses) ในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา