พาณิชย์ เผย ส่งออก พ.ค.โต 10.6% จากตลาดคาด 12.7-14.3% นำเข้า 35.1% ขาดดุลฯ 5,711 ล้านเหรียญฯ

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday June 25, 2026 10:49 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

พาณิชย์ เผย ส่งออก พ.ค.โต 10.6% จากตลาดคาด 12.7-14.3% นำเข้า 35.1% ขาดดุลฯ 5,711 ล้านเหรียญฯ

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย เดือนพ.ค. 69 พบว่า การส่งออก มีมูลค่า 34,333.1 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.6% จากเดือนเดียวกันปีก่อน (ตลาดคาดราว 12.7-14.3%) โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 40,044.5 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 35.1% YoY ส่งผลให้ในเดือนพ.ค. นี้ ไทยขาดดุลการค้า 5,711.4 ล้านดอลลาร์

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. เปิดเผยว่า ปัจจัยขับเคลื่อนการส่งออกในเดือน พ.ค. ยังคงเป็นความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนพื้นฐานด้าน AI และ Data center ทั่วโลก รวมถึงปัจจัยเร่งจากการนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงจากความกังวลต่อห่วงโซ่อุปทานที่ตึงตัวและความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ

ส่วนทิศทางการนำเข้า และการขาดดุลการค้า นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ไทยมีการนำเข้าจากจีนสูง 30% กว่า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เช่น วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์, EV และพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกต่อ นอกจากนี้ ยังมีเรื่อง Cross-border E-commerce Platform ที่ผู้บริโภคสั่งสินค้าจากโรงงานโดยตรง และเรื่องความได้เปรียบของต้นทุน

*เร่งลดขาดดุลการค้า

อย่างไรก็ดี แนวโน้มการนำเข้าหากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโต มองว่าตัวเลขการนำเข้ายังจะใกล้เคียงเดิม โดยแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งการขยายตลาดใหม่, เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และการเจรจา FTA รวมถึงการหารือกับสหรัฐฯ เพื่อสร้างสมดุลทางการค้าให้เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ ในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-พ.ค.) การส่งออกของไทย มีมูลค่า 162,085.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 187,295.2 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 35.6% ส่งผลให้ช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ ไทยขาดดุลการค้า 25,209.3 ล้านดอลลาร์

*กลุ่มสินค้าที่ยังขยายตัว

สำหรับกลุ่มสินค้าหลักที่ยังขยายตัวได้ดี ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องส่งวิทยุ เครื่องโทรศัพท์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่สินค้าเกษตรอย่างทุเรียนและเงาะ ยังคงเติบโตได้ดีตามฤดูกาล นอกจากนี้ สินค้าเกษตรกลุ่มศักยภาพ เช่น ถั่วเขียวผิวมัน กาแฟ และเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ แม้จะมีสัดส่วนมูลค่าน้อย แต่มีอัตราการขยายตัวที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยมีตลาดส่งออกหลักที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในเดือนนี้ ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อาเซียน และสหภาพยุโรป

*ส่งออกสินค้าแยกรายกลุ่ม

- การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มูลค่าหดตัว 7.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กลับมาหดตัวในรอบ 3 เดือน โดยสินค้าเกษตร หดตัว 3.1% กลับมาหดตัวหลังจากที่ขยายตัวในเดือนก่อนหน้า และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 13.2% หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง, อาหารสัตว์เลี้ยง, โกโก้และของปรุงแต่ง, ถั่วเขียวผิวมัน ทั้งนี้ 5 เดือนแรกของปี 69 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 1.9%

- การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม มูลค่าขยายตัว 14.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวต่อเนื่อง 26 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ, เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, อัญมณีและ เครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ), เม็ดพลาสติก, ทองแดงและของที่ทำด้วยทองแดง, ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม และเครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ ทั้งนี้ 5 เดือนแรกของปี 69 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 20.9%

*ตลาดส่งออกสำคัญ

การส่งออกไปตลาดสำคัญส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะตลาดหลัก ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตโลก (Global Manufacturing PMI) ที่ชี้ว่าปริมาณผลผลิตขยายตัวเร่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 5 ปี จากการเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าของประเทศคู่ค้า ท่ามกลางความกังวลต่อปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ตึงตัวและต้นทุนที่สูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดหลักของไทยในเดือนพ.ค. นี้ ได้แก่ สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 33.5% ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 11.7% อาเซียน (5) เพิ่มขึ้น 29.7% และสหภาพยุโรป (27) เพิ่มขึ้น 18.4%

*แนวโน้มส่งออก Best Case โต 8% ทำมูลค่า All Time High

ส่วนจะมีการประเมินเป้าการส่งออกใหม่หรือไม่ นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกไทยปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวในกรณีที่ดีที่สุด (Best Case) ซึ่งประเมินว่า การส่งออกทั้งปีจะโตได้ที่ 8% ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 366,805.8 ล้านเหรียญสหรัฐ และถือเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

โดยได้แรงหนุนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่จะน่าไปสู่การเจรยุติสงคราม ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดของเส้นทางเดินเรือ และต้นทุนโลจิสติกส์ทยอยกลับสู่ภาวะปกติ แม้แรงส่งจากการเร่งนำเข้า (Front-loading) จากกำแพงภาษีมาตรการ 122 ของสหรัฐฯ จะเริ่มลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ยังถูกชดเชยด้วยอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง ขณะที่มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ คาดว่าจะไม่รุนแรงไปกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งเชื่อว่าผู้ส่งออกไทยสามารถปรับตัวรับมือได้ ดังนั้น สถานการณ์ในภาพรวมยังคงอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้ จึงยังไม่มีการปรับประมาณการใหม่ในขณะนี้

สำหรับเป้าการส่งออกทั้งปีที่คาดว่าจะเติบโตได้ที่ 8% มูลค่าในช่วง 7 เดือนที่เหลือของปี ไทยจะต้องทำยอดส่งออกให้ได้ 204,719.9 ล้านเหรียญ เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 29,245.7 ล้านเหรียญ บนพื้นฐานที่ประเมิน GDP อยู่ที่ประมาณ 2% ประเมินค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีไว้ที่ประมาณ 32.78 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ (ดูไบ) วิ่งแบบ Sideway อยู่ที่ประมาณ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอาจลดลงเหลือ 70 เหรียญฯ ในช่วงต้นปี 70 หากกำลังการผลิตที่เคยหยุดชะงักกลับมาดำเนินการได้

"ปัจจัยหลักที่ดันให้ตัวเลขสูงขึ้น คือการเร่งตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ตอบสนองต่อเทคโนโลยี AI ทั่วโลก ซึ่งไทยเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานนี้ ขณะที่ในช่วงต้นปีการส่งออกพุ่งแรงมาก บางเดือนเติบโตกว่า 20% จากอานิสงส์ของวัฏจักรดังกล่าว แม้ในช่วงครึ่งปีหลังการเติบโตอาจจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 10% (1 Digit ปลาย ๆ ถึง 2 Digit ต้น ๆ) เนื่องจากฐานของปีที่แล้วเริ่มสูงขึ้นและไล่เลี่ยกับปีนี้ แต่ภาพรวมทั้งปีก็ยังมีโอกาสแตะ 8% ได้ และมองความเป็นไปได้ถึงการเติบโตแตะ 10% ด้วย นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณที่ดีขึ้นในความขัดแย้งแถบตะวันออกกลาง ซึ่งหากช่องแคบฮอร์มุซเปิดดำเนินงานได้ตามปกติจะช่วยลดอุปสรรคด้านโลจิสติกส์ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ยังต้องเฝ้าระวังในช่วง 6 เดือนที่เหลือ" นายนันทพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในหลายมิติเพื่อขับเคลื่อนการส่งออก โดยมุ่งเน้นการเฝ้าระวังและรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่ไปกับการเร่งปรับโครงสร้างสินค้าส่งออกสู่กลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในช่วงที่เหลือของปี

ส่วนกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% นายนันทพงษ์ มองว่า อยู่ในช่วงการตัดสินใจเพราะทิศทางเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจน 100% การลดดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางดีขึ้นและเงินเฟ้อลดลง ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และสะท้อนการส่งออกในลำดับต่อไป


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ