นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวในหัวข้อ "ทิศทางพลังงานไทย และความคืบหน้า PDP 2026" ในงานสัมมนา ROAD TO NET ZERO 2026 "Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ" ว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น คนส่วนใหญ่มักนึกถึงแต่เรื่องไฟฟ้า แต่ต้องไม่ลืมว่าน้ำมันยังเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยมีทำเลยุทธศาสตร์ในการเชื่อมต่อภูมิภาค ทั้งเรื่องอุตสาหกรรมและการขนส่ง ซึ่งต้นทุนโลจิสติกส์และน้ำมันถือเป็นต้นทุนตัวสำคัญของประเทศ ในอนาคตโลกอาจมองว่า Data Center และปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือเชื้อเพลิงใหม่ แต่ในปัจจุบันรัฐบาลต้องบริหารทั้งน้ำมัน ไฟฟ้า และ Data Center/AI ควบคู่กันไป
สำหรับความท้าทายและเป้าหมาย Net Zero 2050 รัฐบาลไทยมีความมุ่งมั่นในเรื่อง Net Zero ในอีก 25 ปีข้างหน้า โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา 3 ด้าน ประกอบด้วย
- ราคา ต้องการน้ำมันและไฟฟ้าที่ถูกที่สุดเพื่อเป็นต้นทุนอุตสาหกรรม
- สิ่งแวดล้อม ความสะอาดของพลังงานตามกระแสโลก
- ความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น กรณีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ
ปัจจุบันประเทศไทย นำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% และนำเข้าก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า คือ LNG และจากเมียนมาร์ ในสัดส่วนที่สูง เมื่อเกิดวิกฤตในต่างประเทศจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทย
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) และการปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางนั้น รัฐบาลจึงสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น เอทานอลและไบโอดีเซล แม้บางช่วงราคานำเข้าอาจจะถูกกว่า แต่การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจะทำให้ เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย
ด้านการอุดหนุนราคา มีการใช้กองทุนน้ำมันช่วยให้ E20 และ B20 ราคาถูกกว่าน้ำมันฐาน 5 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้อุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยเป็นฐานการผลิตใหญ่ (Detroit of Asia) มา 30-40 ปี มี Supply Chain ในประเทศถึง 90% ,การเปลี่ยนไปสู่ EV 100% ทันทีอาจกระทบฐานการผลิตเดิม ดังนั้นต้องรักษาความสมดุลและพยายามเป็น Last Man Standing ของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปควบคู่ไปกับการพัฒนาไฮบริด
ขณะที่แผนพลังงานสะอาดและแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่จะลากยาวไป 25 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero โดยตั้งเป้า สัดส่วนไฟสะอาดไว้ที่ประมาณ 60%
โซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) เป็นวิธีที่ถูกที่สุดเพราะผลิตเองใช้เอง รัฐบาลได้ ยกเลิกการขออนุญาต รง.4 สำหรับการติดตั้งบนหลังคาเพื่อลดความยุ่งยาก และตั้งเป้าให้ขออนุญาตติดตั้งเพื่อใช้เองเสร็จภายใน 7 วัน หรือขายคืนระบบไม่เกิน 30 วัน
การขยายโควตา จะมีการประกาศรับซื้อไฟคืนจากภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นจากเดิม 90 เมกะวัตต์ เป็น 500+500 เมกะวัตต์ Direct PPA (ตลาดไฟเสรี) จะเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมซื้อไฟสะอาดได้โดยตรงผ่านสายส่งของการไฟฟ้า โดยจะปรับค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมและแข่งขันได้
พลังงานทางเลือกอื่น จะสนับสนุนทั้งลม และ ชีวมวล (Biomass) ซึ่งผลิตไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง และช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยแทนการนำเข้าก๊าซ LNG ที่มีราคาผันผวน
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์ Data Center และค่าไฟ ปัจจุบันมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center สูงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นเม็ดเงินลงทุนมหาศาล รัฐบาลมีแนวทางบริหารจัดการดังนี้
- เงินมัดจำการจองไฟ ป้องกันการจองแบบปากเปล่า โดยให้วางเงินมัดจำล่วงหน้าเพื่อนำเงินมาพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า
- อัตราค่าไฟ (UGT 2) จะกำหนดราคาที่เหมาะสมตามต้นทุนจริง โดยเฉพาะต้นทุน LNG นำเข้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อภาคประชาชน
- ค่าไฟทางสาธารณะ มีนโยบายจะดึงค่าไฟทางออกจากบิลค่าไฟของประชาชนเพื่อให้ค่าไฟถูกลง โดยให้รัฐบาลรับผิดชอบโดยตรง
"การเดินหน้าสู่ Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของไทยในตลาดโลก ซึ่งต้องอาศัยทิศทางที่ชัดเจน เจตจำนงที่แน่วแน่ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อเปลี่ยนวิกฤตพลังงานให้เป็นโอกาสของประเทศในอีก 5-10 ปีข้างหน้า"นายเอกนัฏ กล่าวนายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน กล่าวในหัวข้อ "อนาคตพลังงานไทยภายใต้ PDP 2026" ว่า การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุด คือไฟฟ้า โดยการใช้พลังงานไฟฟ้าจะต้องเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานรูปแบบดั้งเดิม ให้ลดการเปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ตอบโจทย์ Net Zero ของประเทศ
สำหรับประเด็นสำคัญของแผน PDP และแรงกดดันจากติกาโลก มีเรื่องที่อนาคตของพลังงานไทยต้องปรับเปลี่ยน ประกอบด้วย การเปลี่ยนฐานพลังงานจากแรงกดดันของกติกาโลกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะหากไม่เปลี่ยนแปลงไทยก็อยู่ไม่ได้ในฐานะที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา
การจัดทำแผน PDP 2026 อาจจะล่าช้า แต่จะต้องแน่นอนและชัวร์ เนื่องจากมีการการเปลี่ยนแปลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ในช่วงของการฝึกการเปลี่ยนให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเดินหน้าเดินหน้าเรื่องของแผนจัดหาไฟฟ้า
"การจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด จะต้องมีแรงขับเคลื่อนซึ่งปัจจุบันคงหนีไม่พ้นมาตรการ CBAM โดยเข้าใจว่าภาคเอกชนเองมีการปรับตัวก่อนภาครัฐมาก ทั้งการพยายามลดต้นทุนสินค้า และบริการ ซึ่งเรื่องของคาร์บอนต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ซีเรียส ขณะที่วันนี้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดถูกลงมาก เช่น โซลาร์"ประเด็นสำคัญในแผน PDP 2024 คือการปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด (Clean Energy) ให้สูงขึ้น โดยตัวเลขเบื้องต้นขยับขึ้นไปอยู่ที่ไม่น้อยกว่า 60% จากเดิมที่เคยพิจารณากันที่ 51% ซึ่งนิยามของพลังงานสะอาดในที่นี้ จะรวมถึงพลังงานหมุนเวียน (RE) เทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังน้ำในประเทศลาว
ดังนั้น เทคโนโลยี SMR มีบรรจุอยู่ในแผนแน่นอน โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลการดำเนินการภายใน 10 ปีข้างหน้า เบื้องต้นมองไว้ที่ขนาดกำลังผลิตประมาณ 300-600 เมกะวัตต์ต่อโรง รวมแล้วอาจสูงถึง 4,000 เมกะวัตต์ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย โดยในช่วงเริ่มต้นจะมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการหลักเพื่อความมั่นคง แต่ในอนาคตอาจพิจารณาการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมตามความเหมาะสมของนโยบาย
ในส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์ ยอมรับว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากจากการคำนวณเบื้องต้นถึง 270,000 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสู่ระบบต้องคำนึงถึงเทคนิคการบริหารจัดการโหลดของ กฟผ. ซึ่งอาจต้องมีการลงทุนระบบกักเก็บพลังงานแบบสูบกลับ (Pumped Storage) หรือแบตเตอรี่เพิ่มเติม
"สนพ. พร้อมรับนโยบายจากรัฐมนตรีฯ ที่จะขยายผลโครงการโซลาร์รูฟท็อป โดยจะเพิ่มสัดส่วนรับซื้ออีกประมาณ 500 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นเฟสที่ 2 ต่อจากโควตาเดิม เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในภาคประชาชนและธุรกิจมากขึ้น"ด้านทิศทางราคาค่าไฟฟ้าภายใต้แผน PDP 2026 นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า โจทย์สำคัญคือการควบคุมราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดทั้งแผนไม่ให้เป็นภาระต่อประชาชนเกินไป โดยตั้งเป้าหมาย (Ceiling) ไว้ที่ไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งการจะทำได้ตามเป้าหมายนั้น ต้องมีการผสมผสานระหว่างการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ การขยายอายุโรงไฟฟ้าเดิมที่ยังมีประสิทธิภาพ และการเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านกลไกต่างๆ
สำหรับบทบาทของรัฐในการดูแลความมั่นคงทางพลังงาน ได้มีการหารือถึงสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. โดยเบื้องต้นมองว่าไม่ควรต่ำกว่า 30% เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวสำรอง (Backup) และบริหารจัดการระบบให้เกิดความเสถียรสูงสุด ทั้งนี้ การจัดทำแผนดังกล่าวยังได้ปรับสมมติฐานทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) เฉลี่ยที่ประมาณ 2-2.5% ตลอดแผน
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการเป็นผู้ผลิตเองใช้เอง หรือแม้กระทั่งขายกันเอง โดย Data Center คือโจทย์ใหญ่ หรือยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่แบตตเตอร์รี่สามารถจ่ายไฟกลับเข้ามาในระบบ ก็เปรียบเสมือนเป็นโรงไฟฟ้าชนิดหนึ่งได้
นอกจากนี้ ภาครัฐจะเสนอเรื่องของ Direct PPA การเตรียมเปิดเรื่องของ Third Party Access ซึ่งทั้งหมดคือเรื่องของกระแสการเปิดเสรี และจะอยู่ในแผน PDP 2026
"แผน PDP 2026 จะเป็นการออกแบบไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ Net Zero ความมั่นคง และราคาเหมาะสม และที่สำคัญที่สุด จะไม่ทิ้งเรื่องความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยคาดว่าแผนเสร็จภายในเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้"ทั้งนี้ ยืนยันว่า แผนดังกล่าวจะไม่มีการล่าช้าออกไปอย่างแน่นอน โดยคาดว่าภายในเดือนก.ค. นี้ จะนำเสนอร่างแผนที่ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ให้แก่รมว.พลังงานพิจารณาในเชิงนโยบายได้ และตั้งเป้าจะสรุปแผนทั้งหมดให้จบภายในวันที่ 15 ก.ย. นี้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ก่อนประกาศใช้จริง