นายกฯ ให้ความมั่นใจรมว.เมติของญี่ปุ่นถึงแผนป้องกันอุทกภัย-ญี่ปุ่นร่วมฟื้นฟู

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday January 11, 2012 16:46 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายกรัฐมนตรี ให้คำมั่นใจกับ รมว.เศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น(เมติ) จะทุ่มงบราว 1.2 แสนล้านบาทดำเนินการตามแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบในระยะเร่งด่วนเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติกลับคืนมา

"รัฐบาลมีแผนเร่งรัดจัดการในปี 2555 โดยใช้งบประมาณราว 120,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงคันกั้นน้ำ เขื่อนไม่ให้กระทบกับอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ...นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ปรับปรุงวิธีการจัดการน้ำเข้าสู่ศูนย์กลาง ทำให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว พร้อมทั้งมีแผนเตือนภัยให้กับผู้อยู่อาศัยและอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วย โดยแผนระยะยาวรัฐบาลได้จัดเงินทุนไว้ประมาณ 3 แสนล้านบาท เพื่อจัดการปัญหานี้อย่างยั่งยืน...รัฐบาลไทยพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนญี่ปุ่นและนักลงทุนต่างชาติอย่างเต็มความสามารถ" น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวกับนายยูคิโอะ เอดะโนะ รมว.เมติ ที่เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะที่ทำเนียบรัฐบาล

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วิกฤตอุทกภัยในประเทศไทยได้สร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยรากฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งของไทย และความช่วยเหลือจากทุกส่วน ทำให้ประเทศไทยสามารถฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งปีนี้รัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ร้อยละ 4-5 และมีแผนการฟื้นฟูภายหลังน้ำลดที่เน้นการให้ความช่วยเหลือด้านอุตสาหกรรมและลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมงบประมาณเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบในรูปแบบของสินเชื่อไว้ประมาณ 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

สำหรับการดูแลจัดการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน โรงพยาบาล และอุตสาหกรรมต่างๆ รัฐบาลจะเร่งฟื้นฟูให้แล้วเสร็จในไม่เกิน 6 เดือน อีกทั้งยังมีมาตรการอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร การจัดให้มีช่องทางพิเศษ fast track สำหรับนักท่องเที่ยว หรือผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาอุทกภัย

ในโอกาสนี้ รมว.เมติ ได้เสนอให้ไทยวางมาตรการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างครบถ้วนในอนาคต เพราะการฟื้นฟูของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจมีความสำคัญเป็นอย่างมากในภูมิภาคนี้ และถูกจับตามองจากหลายประเทศทั่วโลก

หลังจากนั้น รมว.เมติ ได้เข้าพบนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เพื่อหารือมาตรการฟื้นฟูภาคธุรกิจภายหลังอุทกภัยปี 2554 ที่เกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้างและส่งผลกระทบรุนแรงโดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและรวมไปถึงห่วงโซ่อุปทานของเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งประเทศญี่ปุ่นพร้อมให้ความร่วมมือในการฟื้นฟูประเทศหลังอุทกภัยให้ฟื้นตัวให้เร็วที่สุดและยังเห็นว่าประเทศไทยยังเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจ

ทั้งนี้ความร่วมมือของทั้งสองประเทศที่ได้หารือกันและเตรียมออกมาตรการต่างๆ โดยทางประเทศญี่ปุ่นจะดำเนินการส่งผู้เชี่ยวชาญมาดูแลและฟื้นฟูโรงงานที่ได้รับความเสียหาย เพื่อช่วยเหลือให้ภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัวให้เร็วที่สุด, จัดสัมมนาในประเทศญี่ปุ่นเกี่ยวกับมาตรการของประเทศไทยในป้องกันและฟื้นฟูอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อช่วยให้นักลงทุนมีความมั่นใจในประเทศไทยมากขึ้น, พัฒนาโครงการความช่วยเหลือกันระหว่างญี่ปุ่นและไทย เช่น โครงการช่วยเหลือการส่งออก การส่งผู้เชี่ยวชาญมาดูแลและให้คำแนะนำ เพื่อให้ไทยยังคงมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก, ดำเนินการรับคนงานไทยบางส่วนที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นและได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเข้าประเทศญี่ปุ่นชั่วคราวอย่างต่อเนื่อง, ให้เงินทุนสนับสนุนบริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมในไทย ผ่านบริษัทแม่ในญี่ปุ่น, เสนอระบบการจัดการพิบัติภัยโดยใช้ดาวเทียม เพื่อป้องกันน้ำท่วม

ขณะที่ประเทศไทยจะดำเนินการเรื่องการอำนวยความสะดวกในเรื่องมาตรการต่างๆ สำหรับผู้ประกอบการต่างชาติ เช่น การออกวีซ่าทำงานและใบอนุญาตทำงานให้ต่างชาติ, ดำเนินมาตรการช่วยเหลือให้กับทั้งบริษัทที่ได้และไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน( BOI) เช่น ยกเลิกภาษีการนำเข้าอะไหล่และอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม โดยเร็วที่สุด, ฟื้นฟูความมั่นใจของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ โดยซ่อมแซมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมอีก เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นเห็นว่าประเทศไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบห่วงโซ่อุปทานของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออก รัฐบาลญี่ปุ่นจึงขอยืนยันที่สนับสนุนการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อันครอบคลุมไปถึงการให้ความร่วมมือในการพัฒนาโครงการลุ่มแม่น้ำโขง การเชื่อมโยงให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และการใช้นโยบายการค้าเสรีให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนั้นยังมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อฟื้นฟูการลงทุนของจากวิกฤตอุทกภัยของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากอุทกภัยซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมอยู่เดิม หากเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแบบจำกัดวงเงินภาษีที่ยกเว้น ให้ถือเสมือนเป็นโครงการใหม่ ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี หากยังลงทุนในจังหวัดเดิมที่ประสบอุทกภัย จะได้รับยกเว้นภาษีในอัตราร้อยละ 150 ของเงินลงทุน รวมกับวงเงินภาษีที่ได้รับอยู่เดิมที่ยังเหลืออยู่ แต่หากย้ายไปลงทุนในจังหวัดอื่นให้ได้รับยกเว้นร้อยละ 100 ของเงินลงทุน

แต่หากผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแบบไม่จำกัดวงเงินภาษีที่ยกเว้น ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เพิ่มจากระยะเวลาสิทธิที่เหลืออยู่อีกไม่เกิน 3 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 8 ปี สำหรับโครงการที่มีระยะเวลาการได้รับสิทธิเหลือมากกว่า 5 ปี ให้ได้สิทธิเพิ่ม ดังนี้ หากเหลือระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้มากกว่า 5-6 ปี ให้ได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 อีก 2 ปี หากเหลือระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้มากกว่า 6-7 ปี ให้ได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 อีก 4 ปี และหากเหลือระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้มากกว่า 7-8 ปี ให้ได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 อีก 5 ปี

ทั้งนี้ผู้ได้รับส่งเสริมตามข้อ 2 จะเลือกรับสิทธิตามข้อ 1 ก็ได้


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ