เอสแอนด์พี คงเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลตปท.ของไทย BBB+ แนวโน้ม Stable

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday December 12, 2012 13:49 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นางสาวจุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Standard & Poor’s (S&P’s) ได้ยืนยันระดับอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term / Short-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+/A-2 และระดับอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินบาท (Long - term/Short - term Local Currency Rating) ที่ระดับA-/A-2

พร้อมทั้งยืนยันแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ระดับมีเสถียรภาพ(Stable Outlook) และยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยบน ASEAN Regional Scale ระยะยาวที่ axAA และระยะสั้นที่ axA-1 ตามลำดับ

ทั้งนี้ S&P’s ได้พิจารณาจากสถานะดุลต่างประเทศสุทธิที่เหมาะสม ภาระหนี้สุทธิของรัฐบาลที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำและความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงินเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย จุดแข็งดังกล่าวช่วยสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจที่มีรายได้ต่ำและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

S&P’s ได้คาดการณ์การระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ณ สิ้นปี 2554 ว่าจะอยู่ที่ 190,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (คำนวณจากตัวเลขบัญชีดุลสะพัด 8 เดือน) ประเทศไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเล็กน้อยตั้งแต่ปี 2549 และคาดว่าแนวโน้มจะเป็นเช่นนี้อย่างน้อยที่สุดจนถึงปี 2558 ด้วยเหตุนี้ S&P’s คาดการณ์ว่าภาระหนี้ต่างประเทศสุทธิจะอยู่ที่ร้อยละ 14 ของรายรับดุลบัญชีเดินสะพัด ณสิ้นปี 2555 และคาดว่าสินทรัพย์สภาพคล่องต่างประเทศของรัฐบาลและภาคการเงินจะเป็น 2 เท่าของหนี้ต่างประเทศของประเทศ

ในทางเดียวกันรัฐบาลกลางได้ดำเนินนโยบายสมดุลหรือขาดดุลเพียงเล็กน้อยตั้งแต่ประเทศฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียในปี 2540 หลังจากหนี้รัฐบาลสุทธิได้ลดลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ที่ร้อยละ 17 ของ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ 2551หนี้รัฐบาลสุทธิได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 24 ของGDP ณ สิ้นปีงบประมาณ 2554 ซึ่ง S&P’s คาดว่า สัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอย่างพอประมาณจนถึงปี 2558 ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลยังคงอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นกังวลที่ร้อยละ 5.5 ของรายได้ อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยที่แสดงโดยดัชนีราคาผู้บริโภคอยู่ต่ำกว่าร้อยละ 5.5 ต่อปีตั้งแต่ปี 2542 การเติบโตของสินเชื่อเป็นไปในทางเดียวกับการเติบโตของ GDP

S&P’s จัดอันดับระบบธนาคารของประเทศไทยไว้ที่ระดับ 5 จาก 10 ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (Per capita GDP) ของประเทศไทยที่ 5,350 เหรียญสหรัฐในปี 2555 เป็นข้อจำกัดของความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยตัวชี้วัดทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณสุข และการศึกษาของประเทศไทยอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่า

ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลลบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยตั้งแต่ปี 2549 ได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลายครั้งซึ่งส่งผลให้การปฏิรูปโครงสร้างของประเทศมีความล่าช้า ขัดขวางการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และกดดันการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การประท้วงพรรคผู้นำรัฐบาลบนท้องถนนที่ผ่านมาทำให้เกิดการขัดขวางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ อย่างไรก็ตามความตึงเครียดทางการเมืองดังกล่าวได้เริ่มลดลงตั้งแต่รัฐบาลใหม่เข้ามาเริ่มดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือที่มีเสถียรภาพสะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าจะไม่เกิดความไม่สมดุลระหว่างภาคต่างประเทศ การคลัง และการเงินของประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจการเมืองของประเทศไทยจะยังคงอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ อย่างไรก็ดี S&P’sอาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยลง หากฐานะการคลังและตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจลดลงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล S&P’s เชื่อว่าโอกาสในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น หากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองลดลง ซึ่งจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่สถานะอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ