นายเฉินเผยกับสื่อมวลชนว่า อัตราการเติบโตของการค้าในต่างประเทศที่ชะลอตัวลงในเดือน พ.ค.นั้น แสดงให้เห็นถึงท่าทีการค้าในปี 2556 ที่ทั้งไม่น่ายินดีและยังยากที่จะแก้ไข
อัตราการเติบโตทางการค้าต่างประเทศของจีนปรับตัวลดลงเป็นอย่างมากในเดือน พ.ค. โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากนโยบายรัฐ ที่จำกัดการไหลเวียนของเงินทุน ในรูปแบบการชำระเงินทางการค้า
นายเฉินมองว่าค่าเงินหยวนที่แข็งขึ้น ประกอบกับอปสงค์จากต่างประเทศที่ลดลงนั้นส่งผลในด้านลบต่อการส่งออก โดยอ้างถึงผลการสำรวจ ที่ได้ทำการสอบถามบริษัทกว่า 1,000 แห่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8% ของบริษัทส่งออกทั้งหมดในจีน
ข้อมูลด้านศุลกากรระบุว่า ยอดส่งออกของจีนขยับขึ้นเพียง 1% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ 1.8277 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดการนำเข้าลดลง 0.3% แตะที่ 1.6234 แสนล้านดอลลาร์
ผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 73.4% กล่าวว่า การแข็งตัวของเงินหยวนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้อุปสงค์การส่งออกลดลง ในขณะที่อีก 72.6% เห็นว่าความต้องการสินค้าจีนจากตลาดต่างประเทศที่ปรับตัวลดลง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การส่งออกชะลอตัว
ส่วนอีก 83.7% ได้ใช้วิธีลดกำไรลงเพื่อแก้ปัญหา โดยบริษัทต่างๆที่ตอบแบบสำรวจได้กำหนดอัตรากำไรโดยเฉลี่ยไว้ไม่ถึง 3% นายเฉินเสริมว่า ความพยายามแข่งขันในรูปแบบนี้มีแต่จะส่งผลในด้านลบต่อการส่งออกในไม่กี่เดือนข้างหน้า
ในส่วนของการนำเข้า นายเฉินชี้ว่าเศรษฐกิจภายในประเทศที่อยู่ในภาวะชะลอตัว และการร่วงลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกยังได้จำกัดการเติบโตของอุตสาหกรรมส่งออกด้วย
การแสดงความคิดเห็นของนายเฉินมีขึ้นหลังจากกระทรวงการคลังจีนเปิดเผยว่า ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าสู่จีนในเดือนพ.ค. อยู่ที่ 9.26 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเพียง 0.29% เมื่อเทียบเป็นรายปี สำนักข่าวซินหัวรายงาน