"สมคิด" เผยหุ้นไทยพุ่งจากนลท.เชื่อมั่น หลังเศรษฐกิจฟื้น,คาดจีดีพี Q4/60 มีโอกาสเติบโต 5%

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday January 10, 2018 11:55 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ปาฐกถาพิเศษ "พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย สู่ยุคดิจิทัล" จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจว่า ตั้งแต่เปิดปี 61 มานี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปค่อนข้างมากซึ่งสะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวได้อย่างดี ซึ่งเป็นผลมาจากการการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมไปถึงการปฎิรูปเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/60 มีโอกาสที่จะขยายตัวได้ถึง 5%

พร้อมกันนี้มองว่าหากการเมืองนิ่ง การเลือกตั้งผ่านไปด้วยความราบรื่น และมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแล้ว ก็จะเป็นตัวสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปและขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากมีทิศทางแบบนี้เงินทุนต่างชาติจะยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการคือ การปฏิรูปภาคการเกษตร การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มีศักยภาพมากขึ้น โดยกระทรวงการคลังจะเร่งพิจารณาจัดทำงบกลางปี เพื่อปฏิรูปการเกษตรและยกระดับฐานราก เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในปีนี้

“นักลงทุนจะไม่มาไทยได้อย่างไร 2 ปีที่ผ่านมาการเข้ามาเปรียบเหมือนเราเป็นอู่รถที่ต้องเข้ามาปรับจูนเครื่องยนต์ให้สามารถวิ่งได้ จากเดิมอาจจะวิ่งได้แค่ 40 มาเป็น 80 และเป็น 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในอนาคตหากคู่แข่งสามารถวิ่งไปได้ถึง 180-200 เราคงไม่ใช่เป็นแค่การจูนเครื่องแล้ว แต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์บางเครื่อง เปรียบเหมือนกับการปฎิรูปประเทศที่จะเกิดขึ้น และหากจะต้องแข่งขันได้คือต้องมีช่างฟิตเป็นแรงงานที่สำคัญ ซึ่งในช่วงไตรมาส 4/60 หลายคนบอก GDP จะใกล้ 4.5% แต่ผมมองว่าจะมีโอกาสถึง 5% และทั้งปีมีโอกาสที่จะถึง 4% ได้ โดยสิ่งสำคัญมันมาจากความเชื่อมั่นของประชนชนสำคัญที่สุด ซึ่งในเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนสูงสุดในรอบ 35 เดือน และความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมสูงสุดในรอบ 22 เดือน มาถึงตอนนี้ผมอยากให้ทุกท่านวัดเองว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ หากเห็นว่าอันไหนไม่ดีให้มาบอกด้วย"นายสมคิด กล่าว

สำหรับเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ต้องมีการหารือกันในคณะกรรมการไตรภาคีก่อน แต่อย่างไรก็ตามมองว่าค่าแรงไม่ควรที่จะต่ำเตี้ยเรี่ยดินแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นต้องมีความรอบคอบ นายสมคิด กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือภาคเกษตร และผู้มีรายได้น้อยนั้น วานนี้คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ได้มีมติเห็นชอบ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยระยะที่ 2 ซึ่งในเฟสแรกนั้น รัฐบาลได้เพิ่มวงเงินในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นให้กับผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือ มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 500 บาท และหากมีรายได้เกิน 30,000 บาทต่อปี จะได้วงเงินเพิ่มเป็น 300 บาท แต่อย่างไรก็ตามจะตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนดว่าผู้มีรายได้น้อยจะต้องพัฒนา สร้างอาชีพด้วย ขณะเดียวกันยังดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุน โดยให้สิทธิประโยชน์ในการหักลดหย่อนภาษีกับผู้ประกอบการที่ใช้จ่ายเพื่อการอบรม หรือ พัฒนาทักษะแรงงานให้กับผู้มีรายได้น้อย ด้วย

สำหรับการช่วยเหลือภาคเกษตรนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ระหว่างหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ธ.ก.ส. เพื่อยกระดับการเกษตรของประเทศไทย โดยจะพิจารณาเป็นรายกลุ่ม รายจังหวัด ว่าในแต่ละพื้นที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือ หรือดำเนินการในลักษณะใดบ้าง รวมถึงจะต้องร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมด้วย ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นากยรัฐมนตรี จะตั้งทีมงานเพื่อดูแลกลุ่มจังหวัดโดยเฉพาะ เพื่อให้การเติบโตในเศรษฐกิจฐานรากแข็งแรงและกระจายตัวมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ บมจ.กสท โทรคมนาคม บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมกันสร้างตลาดอีคอมเมิร์สในร้านโชว์ห่วย และร้านค้าประชาชน โดยให้สามารถซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้ โดยมอบหมายให้นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นหัวหน้าทีม ในการศึกษาและพิจารณาด้านกฎหมายดิจิทัลให้มีความทันสมัย รองรับกับสิ่งที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการ โดยจะต้องให้ได้ความชัดเจนภายในปีนี้ ขณะที่ในระยะต่อไปจะสร้างให้ฐานรากมีความเข้มแข็ง เนื่องจากในช่วงยุคดิจิทัล หากประเทศไทยไม่ปฏิรูปประเทศเพื่อรองรับ จะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวเท่าทันกับโลกได้ ซึ่งในปัจจุบันพบว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงโดยเริ่มซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งจะทำให้กลุ่มที่มีความสามารถ หรือ มี Innovation transform จะทำให้แรงงานที่มีทักษะมีรายได้เพิ่ม และการจ้างงานเพิ่มขึ้นด้วย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ