พาณิชย์ เตรียมแผนตั้งรับสงครามการค้า จ่อชิงส่วนแบ่งตลาดสินค้าที่จีน-สหรัฐตั้งกำแพงภาษีต่อกัน คาดไม่กระทบเป้าส่งออกปีนี้

ข่าวเศรษฐกิจ Monday April 9, 2018 18:19 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมแผนเชิงรุกและตั้งรับกรณีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่มีการตอบโต้มาตรการทางการค้าระหว่างกัน โดยในเชิงรุกขณะนี้นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐหลายกระทรวง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อร่วมประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบการค้าและการลงทุน (TIFA) ไทย-สหรัฐ ซึ่งจะมีประเด็นในการหารือ โดยเฉพาะการขอยกเว้นกฎหมาย Trade Expansion Act of 1962 มาตรา 232 ที่สหรัฐเก็บภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจากทั่วโลกในอัตรา 25% และ 10% ตามลำดับ ซึ่งจะขอให้ยกเว้นการใช้มาตรการนี้กับไทย

"การเดินทางไปสหรัฐฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการทำงานเชิงรุกที่ไทยจะคุยกับสหรัฐฯ เรื่องมาตรการทางการค้าต่างๆ โดยเฉพาะเหล็กและอะลูมิเนียม ที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการเก็บภาษีไปแล้ว ซึ่งอยากให้มองในแง่บวกว่าไทยจะเจรจาสำเร็จกลับมา หากยังไม่ได้ข้อยุติ ผมก็พร้อมเดินทางไปร่วมประชุมในคราวต่อๆ ไป" รมว.พาณิชย์กล่าว

อย่างไรก็ตาม การตอบโต้กันของ 2 ประเทศมหาอำนาจ จะทำให้จีนส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ไปยากขึ้น และสหรัฐฯ ส่งออกสินค้าไปจีนได้ยากขึ้นเช่นกัน แต่ไทยจะใช้โอกาสนี้เปิดตลาดสินค้าไทยไปจีนและสหรัฐฯ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าที่ทั้ง 2 ประเทศขึ้นภาษีนำเข้าระหว่างกัน ซึ่งในเบื้องต้น ไทยจะสามารถส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ทดแทนสินค้าจากจีนได้คิดเป็นมูลค่า 300-1,100 ล้านเหรียญฯ และไทยส่งออกสินค้าไปจีนทดแทนสินค้าจากสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 300 กว่าล้านเหรียญฯ

"เท่าที่ประเมิน สินค้าที่จีนได้ใช้มาตรการภาษีกับสินค้าสหรัฐ และคาดว่าไทยจะได้รับประโยชน์ในการเจาะตลาดเหล่านี้ส่งออกไปจีนแทนสหรัฐ เช่น สินค้าผลไม้สดและแปรรูป ซึ่งจะมีการเจาะตลาดทั้งเมืองหลักเมืองรองของจีน ส่วนเนื้อหมูที่จีนใช้มาตรการภาษีกับเนื้อหมูของสหรัฐนั้น อาจจะต้องเจรจากับจีนในเรื่องของกฎระเบียบการนำเข้าเนื้อหมูต่อไป โดยทั้งหมดจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาสินค้าที่ไทยจะได้รับประโยชน์เชิงลึกเป็นรายโปรดักส์จากทั้งสหรัฐฯ และจีน ซึ่งรวมๆ ส่วนแบ่งตลาดที่ทั้ง 2 ประเทศใช้มาตรการภาษีมีมูลค่าประมาณ 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ" นายสนธิรัตน์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้มีการประเมินผลกระทบจากการที่สินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมของไทยถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้า พบว่าไทยส่งออกสินค้าดังกล่าวไปสหรัฐประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่หากพิจารณาข้อมูลเชิงลึก พบว่าในการส่งออกสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม เป็นการส่งออกสินค้าท่อเหล็กเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสินค้าดังกล่าวไทยมีศักยภาพ จึงได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชยทำแผนที่จะรักษาขีดความสามารถของการส่งออกท่อเหล็กไทยไปยังสหรัฐฯ

ด้านกลุ่มสินค้าที่เป็นห่วงโซ่การผลิตที่ไทยส่งออกไปจีนเพื่อผลิตสินค้าสำเร็จรูปส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าสินค้าเทคโนโลยี ตามมาตรา 301 กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ กล่าวหาจีนไม่มีการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญานั้น เบื้องต้นประเมินว่าจะมีสินค้าประมาณ 50 รายการของไทยได้รับผลกระทบ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 19 ล้านเหรียญฯ เช่น คอมพิวเตอร์ ส่วนประกอบโทรศัพท์มือถือ ฮาร์ดดิสก์ โดยไทยจะทำการส่งออกสินค้าห่วงโซ่การผลิตให้กับสหรัฐฯ ทดแทนตลาดจีน

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของการส่งออกไทยปีนี้ ยังยืนยันเป้าหมายเติบโตไว้ที่ 8% แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ