ข่าวอินโฟเควสท์
15:31 กูเกิ้ลแก้ไขบั๊กในเสิร์ชเอนจินเรียบร้อยแล้ว หลังผู้ใช้งานพบปัญหาคอนเทนต์ไม่ถูกอินเด็กซ์   กูเกิ้ล อิงค์ เปิดเผยผ่านทางทวิตเตอร์ว่า ทางบริษัทได้…
15:30 ก.ล.ต.-ป.ป.ง.ร่วมศึกษาเพิ่มข้อกม.ฟอกเงินเอาผิดผู้บริหาร บจ.คุมปั่นหุ้น,ครอบคลุมธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล   นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำน…
15:26 FSS ออก Call DW อ้างอิง PTTGC, TOP จ่อเทรด 27 พ.ค.   สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า บล.ฟินันเซีย ไซรัส …
15:25 เลือกตั้ง'62: "ชวน" ปัดคุย"ประวิตร"ตั้งรัฐบาล ยันยึดมติพรรค ชู"บัญญัติ-อภิสิทธิ์"เหมาะนั่งประธานสภาฯ   นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประ…
15:17 ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ชุดใหม่ของ BTS วงเงินไม่เกิน 1.3 หมื่นลบ.ที่ระดับ "A" แนวโน้ม Stable   ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นก…

สมาคมฯ คงคาดมูลค่าตลาดรวมบ้านสร้างเองปีนี้ที่ 1.3-1.5 แสนลบ. แม้ H1/61 ชะลอกว่าคาด แต่เชื่อ H2/61 กลับมาขยายตัว

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม 2561 16:56:21 น.

นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน ยังคงคาดการณ์มูลค่าตลาดรวมบ้านสร้างเองทั่วประเทศในปี 61 อยู่ที่ประมาณ 1.3-1.5 แสนล้านบาท แม้ความต้องการสร้างบ้านของผู้บริโภคและประชาชนทั่วประเทศ ประเภทบ้านเดี่ยวสร้างเองในช่วงไตรมาส 2/61 (เม.ย.-มิ.ย.) ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาสแรก ส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมบ้านสร้างเองในครึ่งแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.61) ขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย

ตลอดระยะเวลาครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ปัญหาแรงงานขาดแคลนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างในส่วนของผู้ประกอบการรับสร้างบ้านต่างก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะช่วงท้ายไตรมาส 2 ที่ผ่านมาจำนวนแรงงานต่างด้าวตามไซต์งานลดน้อยลง เพราะส่วนหนึ่งต้องหมดเวลาไปกับการติดต่อขอขึ้นทะเบียนใบอนุญาตทำงานให้เรียบร้อย เนื่องจากหลังวันที่ 1 ก.ค.61 เป็นต้นไป นายจ้างและแรงงานต่างด้าวที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่มีใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องจะถูกลงโทษสถานหนักตามนโยบายของรัฐบาล แต่ขณะเดียวกันหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ก็มีขั้นตอนและใช้ระยะเวลาปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความล่าช้า ทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาพอสมควร

แม้สถานการณ์ตลาดรับสร้างบ้านและภาพรวมการแข่งขันในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาจะไม่เติบโตตามที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ แต่ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นว่า ความต้องการสร้างบ้านและกำลังซื้อผู้บริโภคจะเติบโตได้ในครึ่งปีหลัง โดยประเมินสถานการณ์จาก 1.แนวโน้มการขยายตัวด้านเศรษฐกิจของประเทศ 2.มาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของรัฐบาล 3.การสนับสนุนสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำโดยธนาคารของรัฐ 4.ประชาชนนำที่ดินรกร้างว่างเปล่าออกมาใช้ประโยชน์มากขึ้น และ 5.ความพยายามกระตุ้นตลาดของกลุ่มผู้ประกอบการรับสร้างบ้านชั้นนำ ทั้งนี้จากการประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจประเทศในปีนี้ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และอีกหลายๆ  หน่วยงานคาดการณ์กันว่า เศรษฐกิจประเทศน่าจะขยายตัวได้สูงถึง 4.8% โดยการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัว 3.7% อันเป็นผลมาจากการยายตัวของเศรษฐกิจโลกและการปรับตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงผลจากมาตรการอัดฉีดงบประมาณและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ตลอดจนธนาคารของรัฐที่จัดสรรวงเงินปล่อยกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่ประชาชนที่มีความต้องการซื้อและสร้างบ้านหลังใหม่ อาทิ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ฯลฯ โดยสมาคมฯ มองว่าปัจจัยเหล่านี้จะมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่จะสนับสนุนตลาดรับสร้างบ้านให้กลับมาขยายตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้ ผลจากการตื่นตัวของประชาชนในการนำที่ดินรกร้างว่างเปล่าออกมาใช้ประโยชน์ เพราะมิฉะนั้นแล้วจะต้องจ่ายภาษีในอัตราที่สูง ตามกฎหมายฉบับใหม่ที่รัฐบาลเตรียมคลอดออกมา ซึ่งก็มีส่วนกระตุ้นให้ประชาชนมีการสร้างบ้าน และส่งผลให้ตลาดรับสร้างบ้านขยายตัวได้อีกทางหนึ่ง ผนวกกับแรงผลักดันของบรรดาผู้ประกอบการ ที่ช่วยกันโหมกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคในช่วงไตรมาส 3 นี้ เชื่อว่ามูลค่าตลาดรับสร้างบ้านจะขยายตัวได้ดีกว่าไตรมาสก่อน อย่างไรก็ดีการหันมาใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านที่น่าเชื่อถือ แทนการใช้ผู้รับเหมารายย่อยได้รับความนิยมมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะปัจจุบันผู้บริโภคมีตัวเลือกและมีความสะดวกมากขึ้น อันเป็นผลมาจากผู้ประกอบการรับสร้างบ้านชั้นนำหลายราย มีการยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจตัวเอง สามารถขยายสาขาให้บริการได้ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด รวมถึงการเข้ามาของผู้ประกอบการท้องถิ่นรายใหม่ ๆ ในท้องถิ่น ส่งผลให้ตลาดรับสร้างบ้านขยายและเติบโตมากขึ้นในปัจจุบัน

สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้าน หรือกลุ่มผู้ประกอบการรับสร้างบ้านในปัจจุบันมีผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ประมาณเกือบ 200 ราย แข่งขันกันอยู่ในธุรกิจนี้ทั่วประเทศ โดยตลอดช่วงระยะ 6 เดือนแรกปี 61 คาดว่าสามารถแชร์ส่วนแบ่งจากตลาดบ้านสร้างเองอยู่ที่ประมาณ 6.8-7 พันล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ปัจจัยที่ส่งผลกระทบเกิดจากมูลค่าบ้านต่อหน่วยที่ลดลงเพราะมีการแข่งขันตัดราคากันดุเดือด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการในต่างจังหวัดที่เน้นจับตลาดบ้านราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท กลุ่มนี้จัดได้ว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีจำนวนผู้ประกอบการแข่งกันอยู่มากที่สุด

นายสิทธิพร  กล่าวถึงทิศทางและแนวโน้มตลาดรับสร้างบ้านในอนาคตว่า ยังมีโอกาสขยายและเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะตลาดรับสร้างบ้านในต่างจังหวัด ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ ผู้ประกอบการที่แข่งขันอยู่ในธุรกิจนี้จะต้องพัฒนาและยกระดับตัวเองให้เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง