ข่าวอินโฟเควสท์
22:18 เครมลินยืนยันจัดซัมมิต"ปูติน-คิม จอง อึน"สัปดาห์หน้า   ทำเนียบเครมลินออกแถลงการณ์ยืนยันการจัดการประชุมสุดยอดครั้งแรกระหว่างประธานาธิบดีวลาดิเมี…
21:56 หนูน้อยญี่ปุ่นจ่อทำสถิติทารกน้ำหนักน้อยที่สุดในโลกที่สามารถมีชีวิตรอด   นายแพทย์ทาเคฮิโกะ ฮิโรมะ จากโรงพยาบาลเด็กนากาโนะในจังหวัดนากาโนะของญี่ป…
21:19 รัฐบาลญี่ปุ่นยันเดินหน้าเพิ่มอัตราภาษีบริโภค แม้คนสนิทนายกฯส่งสัญญาณเลื่อนออกไป   รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันเดินหน้าเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีบริโภคจาก …
21:02 WHO เผยยอดผู้เสียชีวิตจากการสู้รบในลิเบียเพิ่มขึ้นเป็น 213 ราย   องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า การสู้รบระหว่างรัฐบาลลิเบียที่ได้รับการสนับส…
20:53 สหรัฐเผยตัวเลขเริ่มต้นสร้างบ้านต่ำสุดรอบเกือบ 2 ปีในเดือนมี.ค.   กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านลดลง 0.3% ในเดือนมี.ค.…

อนุสรณ์คาดน้ำท่วม-สงครามการค้า-วิกฤติเศรษฐกิจตุรกีอาจส่งผลให้ GDP ไตรมาสสามของไทยต่ำกว่า 4%

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2561 18:23:00 น.

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประเมินว่า ผลกระทบน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ ผลกระทบของสงครามการค้าจีนสหรัฐต่อภาคส่งออก และผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจตุรกีต่อตลาดการเงินโลกอาจส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสสามของไทยต่ำกว่า 4% แม้นน้ำท่วมในปีนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นบริเวณศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศและเขตนิคมอุตสาหกรรมเช่นปี พ.ศ. 2554 แต่ผลกระทบของน้ำท่วมกระจายตัวในวงกว้างทั้งจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือและบางส่วนของภาคใต้ กระทบต่อพื้นที่ภาคเกษตรกรรมผลผลิตการเกษตรและการท่องเที่ยวทำให้กำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบภัยชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

ความเสียหายทางเศรษฐกิจในภาพรวมไม่น่าจะเกิน 0.3% ของจีดีพีแต่ได้สร้างความยากลำบากทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มเกษตรกรและประชาชนในต่างจังหวัดอย่างมากการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนในช่วงที่ผ่านมายังมีลักษณะเติบโตแบบกระจุกตัวโดยพึ่งพาผู้มีรายได้สูงเป็นหลักการคาดการณ์ว่าช่วงที่เหลือของปีการกระจุกตัวจะค่อยๆคลี่คลายลงอาจไม่เกิดขึ้นหากไม่มีการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ชนบทอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อาจเพิ่มขึ้นจากการขาดรายได้

"ผลกระทบน้ำท่วมนั้นแม้นประเทศไทยจะมีการจัดตั้งหน่วยงานอย่าง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติซึ่งสามารถสั่งการนโยบายและการบริหารจัดการน้ำอย่างเบ็ดเสร็จครบวงจรด้วยกลไกดังกล่าวน่าจะทำให้การบริหารจัดการน้ำดีขึ้น อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของไทยยังคงไม่มีแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบในเชิงรุก และยังคงทำงานแบบตั้งรับและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายที่น่าจะป้องกันได้ นอกจากนี้ยังไม่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในการบริหารจัดการน้ำหลังจากแผนการลงทุนการบริหารจัดการน้ำ 3.5

แสนล้านของรัฐบาลก่อนหน้านี้ถูกยกเลิกไป"

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับคู่ค้าสำคัญโดยเฉพาะจีนจะกระทบต่อมูลค่าการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทานโลกจะส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกไทยมากขึ้นตามลำดับโดยเฉพาะสินค้าขั้นกลาง ประเทศต่างๆอาจหันมาผลิตสินค้าขั้นกลางเองภายในประเทศมากขึ้นการลงทุนโดยตรงจากสหรัฐฯมาไทยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ลดลงกว่า 27% และมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงอีกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

"ผลกระทบนโยบายกีดกันทางการค้าสหรัฐฯต่อไทยจากมาตรการ Safeguard Tariff นั้นส่งผลต่อสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯแต่การส่งออกสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ ยังขยายตัวดีและสามารถชดเชยตลาดนำเข้าในสหรัฐฯได้ นอกจากนี้ไทยยังได้รับการต่ออายุสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือ GSP ในปี พ.ศ. 2018-2020 มูลค่าการส่งออกของไทย ณ ขณะนี้จึงยังเป็นไปตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากสงครามการค้าจีนสหรัฐฯจะส่งผลต่อภาคส่งออกอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ในระยะต่อไป"

ส่วนปัญหาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตุรกีนั้นไม่สามารถแก้ไขได้ในเวลาอันสั้นและน่าจะยืดเยื้อจะส่งผลต่อความผันผวนปั่นป่วนในตลาดการเงินโลกและตลาดหุ้นไทยไปอีกระยะหนึ่งและนำไปสู่การเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากเศรษฐกิจ Emerging Markets มากขึ้นได้และมีความเป็นไปได้สูงที่ตุรกีต้องเข้ารับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เนื่องจากประเทศต้องเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงมากหนี้สินต่างประเทศในระดับสูงการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมหาศาลและทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับต่ำ ธนาคารสเปนเป็นเจ้าหนี้ต่างชาติของตุรกีที่ใหญ่ที่สุดในสัดส่วน 35% ของหนี้ต่างประเทศทั้งหมด ณ ไตรมาส 1 ปี 2018 หรือราวๆ 8.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีค่าเท่ากับ 6% ของ GDP ปี 2017 ของสเปน ส่งผลให้หุ้นธนาคารสเปนปรับตัวลงแรงในช่วงที่ผ่านมา เพิ่มความเสี่ยงของปัญหาวิกฤติหนี้สินของสเปนรอบใหม่ที่อาจปะทุขึ้นมา มีหลายประเทศในตลาดเกิดใหม่ Emerging Markets

มีความเปราะบางและความเสี่ยงเช่นเดียวกับตุรกี ซึ่งนักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เช่น อาร์เจนตินา เวเนซูเอลา บราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นต้น และ ประเทศเหล่านี้อาจเป็นเป้าหมายของการเก็งกำไรค่าเงินและการเทขายสินทรัพย์ทางการเงินของนักลงทุนต่างชาติ และอาจทำให้ธนาคารกลางประเทศเหล่านั้นปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดการไหลออกของเงินทุนระยะสั้น

"ผลกระทบวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตุรกีมีผลกระทบต่อไทยค่อนข้างจำกัดเนื่องจากไทยมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจโดยตรงกับประเทศตุรกีไม่มากนัก ประเทศอาเซียนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากกว่าประเทศอื่น คือ เวียดนาม เนื่องจากเวียดนามมีสัดส่วนส่งออกไปตุรกีคิดเป็น 1.2% ของจีดีพี"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง