"อนุสรณ์"แนะ 6 เดือนข้างหน้าไม่ควรปรับขึ้นดอกเบี้ยควรรอดูความชัดเจนของทิศทางศก.-ผลกระทบจากความเสี่ยงของปัจจัยทางการเมือง

ข่าวเศรษฐกิจ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561 17:04 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประเมินว่า จะเกิดภาวะเงินตึงตัวและสภาพคล่องลดลงในระบบการเงินโลก ภาวะเงินตึงตัวจะส่งผลกระทบต่อหุ้นกู้ไทยกลุ่ม non-investment grade ตลาดหุ้นกู้ไทยที่มีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอาจจะได้รับผลกระทบจากภาวะเงินตึงตัวเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในต่างประเทศ หุ้นกู้ระยะยาวส่วนใหญ่ของไทยเป็นกลุ่ม Investment grade แต่กลุ่ม non-investment grade หรือ กลุ่มหุ้นกู้ด้อยคุณภาพต่ำเติบโตในระดับที่สูงกว่า

ภาวะดังกล่าวสะท้อนถึงความเปราะบางหากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายผู้ประกอบการไทยที่ออกหุ้นกู้ส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการต่ออายุหุ้นกู้เพิ่มขึ้น โครงสร้างตลาดตราสารหนี้ไทยที่หุ้นกู้ส่วนใหญ่จ่ายอัตราดอกเบี้ยในรูปแบบคงที่ (Fixed Rate) จึงทำให้ระยะสั้นนี้ อัตราดอกเบี้ยอาจยังไม่ปรับสูงขึ้นทันที ส่วนหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ที่จ่ายอัตราดอกเบี้ยในรูปแบบดอกเบี้ยลอยตัวจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ภาคธุรกิจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการต่ออายุหุ้นกู้ (Roll-over risk)

ส่วนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ยังมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำ มีความเข้มแข็งทางการเงินสูง รายได้ของบริษัทยังครอบคลุมภาระรายจ่ายด้านดอกเบี้ย

ส่วนบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์โดยเฉพาะกิจการขนาดเล็กและขนาดกลางนั้นมีความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้นในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น รวมทั้งบริษัทที่มีอัตราส่วน Interest Coverage Ratio (ICR) ต่ำกว่า 1.5 จะมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น หุ้นกู้เสี่ยงส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจพลังงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แต่สัดส่วนการออกหุ้นกู้เสี่ยงของสองอุตสาหกรรมยังไม่สูงนักส่วนบริษัทที่ออกหุ้นกู้ในกลุ่มธุรกิจเหล็ก ธุรกิจกลุ่มกาเกษตรธุรกิจอุปกรณ์และเครื่องจักร ธุรกิจอิเลคทรอนิกส์ ใน 1-2 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นบริษัที่มีความเสี่ยงสูง การผิดนัดชำระหนี้ของบางธุรกิจอาจส่งผลให้การระดมทุนหรือการต่ออายุหุ้นกู้ (roll-over) ของธุรกิจอุตสาหกรรมอื่นๆทำได้ยากขึ้น ทำให้ Risk premium และ ต้นทุนทางการเงินเพิ่มสูงขึ้น

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ในฐานะอดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องรีบขึ้นอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากการเติบโตยังต่ำกว่าศักยภาพและอัตราเงินเฟ้อต่ำ และในช่วง 6 เดือนข้างหน้ายังไม่ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกควรรอดูความชัดเจนของทิศทางเศรษฐกิจและผลกระทบจากความเสี่ยงของปัจจัยทางการเมืองก่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้นหักล้างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา การแจกเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการช้อปช่วยชาติจะไม่มีผลต่อการการกระตุ้นภาคการบริโภคมากนัก รายได้ครัวเรือนเกษตรยังมีแนวโน้มลดลงจากราคาตกต่ำ

ขณะที่หนี้สินครัวเรือนยังคงทรงตัวในระดับสูงไม่ควรนำแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐหรือธนาคารกลางในต่างประเทศมาเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณานโยบายการเงินของ กนง.เนื่องจากไทยมีสถานะทุนสำรองระหว่างประเทศแข็งแกร่งสามารถรองรับความผันผวนจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้นความเสี่ยงสำคัญจะอยู่ที่ปัจจัยทางการเมืองมากกว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้คุณภาพสินเชื่อเพื่อการบริโภคและสินเชื่อ SMEs แย่ลงเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นและกระทบกับภาคส่งออกซึ่งตัวเลขล่าสุดเดือน พ.ย.ได้กลับมาติดลบอีก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นจะสามารถอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ต่อไปหากเงินบาทไม่แข็งค่ามากเกินไปการปรับอัตราดอกเบี้ยยังเพิ่มภาระทางการคลังอีกด้วยจากช่วงที่ผ่านมาที่รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณจำนวนมาก


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ