ข่าวอินโฟเควสท์
18:45 EU ยันพร้อมเจรจาประเด็นภาษีรถยนต์สหรัฐ หากสหรัฐยอมยุติเก็บภาษีสินค้าอุตฯของ EU   นางเซซิเลีย มัลสตรอม ประธานคณะกรรมาธิการการค้าของสหภาพยุโรป (E…
18:31 ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex ปิดตลาดแดนบวก คลายกังวลสหรัฐ-จีนเจรจาการค้า   ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียปิดตลาดในแดนบวกวันนี้ ขณะที่นักลงทุ…
18:21 ผู้นำพรรคแรงงานเมินเข้าร่วมเจรจาผ่าทางตัน Brexit กับนายกฯอังกฤษ   นายเจเรมี คอร์บิน ผู้นำพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านใหญ่ที่สุดของอังกฤษ ระบ…
18:03 ภาวะตลาดอนุพันธ์: ปรับขึ้นกรอบจำกัดจากแรงขายกลุ่มแบงก์กดดันหลังผิดหวังงบฯแบงก์ใหญ่   นายกิดาการ สุวรรณเมธา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายธุรกิจอนุพันธ์ …
18:00 "ประวิตร"งดให้สัมภาษณ์สื่อหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก   รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในวันนี้ทีมงานพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนต…

SCB EIC ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 62 เหลือโต 3.8% จากเดิม 4% รับผลส่งออก-ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจโลกชะลอ

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 8 มกราคม 2562 10:53:22 น.

นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า อีไอซีประเมินเศรษฐกิจไทยปี 62 ขยายตัวที่ 3.8% ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 4% และชะลอตัวจากปีก่อนที่คาดว่าจะเติบโตได้ 4.2% ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงปลายของวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้น (late expansion cycle) ตามภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัวลงอันเป็นผลมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศสำคัญที่ชะลอลง ประกอบกับผลกระทบจากสงครามการค้าที่ชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกของไทยชะลอลงในปีนี้

ขณะที่วัฏจักรการเงินในประเทศได้ผ่านจุดสูงสุด ทำให้ภาวะการเงินจะทยอยตึงตัวขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระดับดังกล่าวยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับในช่วง 5 ปีก่อนหน้า (ปี 56-60) ที่เติบโตเฉลี่ยได้ไม่ถึง 3% โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ดีมาจากการใช้จ่ายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในประเทศที่คาดว่าจะขยายตัวเร่งขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้กำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มดีขึ้น การลงทุนต่อเนื่องในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการย้ายฐานการผลิตมายังไทยของธุรกิจต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า

อีไอซีประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 62 จะขยายตัวได้ที่ราว 5.7% โดยคาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกในช่วงไตรมาส 2/62 และกลับมามีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี แต่จำนวนนักท่องเที่ยวในภาพรวมจะชะลอตัวจากปีก่อนที่คาดว่าเติบโต 6.8% ในด้านการบริโภคภาคครัวเรือนจะสามารถเติบโตได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปตามอัตราการว่างงานที่มีการฟื้นตัวอย่างช้าๆของรายได้ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

สำหรับในปี 62 จะมีความท้าทายรอบด้านทั้งจากปัจจัยภายนอกและในประเทศ โดยปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย สงครามการค้าที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นอีกได้ โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่อาจยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอนสูง และอาจส่งผลลบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจโลกได้มากกว่าที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงปลายของวัฏจักรขาขึ้น ภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของ ประเทศต่าง ๆ ทยอยสูงขึ้น ขณะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิที่เข้ามาในตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มลดลงและผันผวนมากขึ้น และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางการเมือง ในภูมิภาคสำคัญ เช่น กรณีการแยกตัวของอังกฤษจากสหภาพยุโรป (Brexit) สถานการณ์ในอิตาลี และ การคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ เป็นต้น

ขณะที่ความท้าทายภายในประเทศที่สำคัญ ได้แก่ แนวโน้มการใช้จ่ายที่กระจุกตัวจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนปัญหาในการปรับตัวของแรงงานและธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ภาวะการเงินในประเทศที่มีแนวโน้มตึงตัวขึ้นทั้งจากต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น และจากมาตรการ macroprudential ที่เข้ามากำกับดูแลการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และความไม่แน่นอนของกระบวนการ รวมถึงผลของการเลือกตั้งที่จะมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน ตลอดจนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ของประเทศในระยะข้างหน้า

อีไอซีประเมินเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจควรเร่งปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งอีไอซีประเมินว่าเสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยในปี 2562 จะยังอยู่ในเกณฑ์ดีทั้งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ความเพียงพอของทุนสำรองระหว่างประเทศ อัตราการว่างงานในระดับต่ำ ความสามารถในการใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากระดับหนี้สาธารณะที่ยังไม่สูงมากนัก

อย่างไรก็ตาม อีไอซีมองว่าทุกภาคส่วน ของเศรษฐกิจควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อรับมือกับ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต (automation) ในหลายอุตสาหกรรม การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคในด้านการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปัจจัยต่างๆเหล่านี้อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อครัวเรือน แรงงาน และกลุ่มธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวได้ แม้ภาวะเศรษฐกิจและเสถียรภาพในภาพรวมจะยังอยู่ในเกณฑ์ดีก็ตาม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง