ข่าวอินโฟเควสท์
01:53 บอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปีร่วงหลุด 2% หลังเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทรุดตัว   อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีร่วงลงต่ำกว่า 2% ในว…
01:44 ราคาทองฟิวเจอร์ร้อนแรงดีดตัวทำนิวไฮ 6 ปี ทะลุ 1,440 ดอลลาร์   ราคาทองฟิวเจอร์ดีดตัวขึ้นในวันนี้แตะระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี โดยได้รับปัจจัยบวกจากกา…
01:28 ดาวโจนส์ยังคงดิ่งกว่า 100 จุด ผิดหวังประธานเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย   ดัชนีดาวโจนส์ยังคงดิ่งลงกว่า 100 จุด หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวล ประธา…
01:03 "พาวเวล"เน้นย้ำการมีอิสรภาพของเฟด แต่ไม่ส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ย   นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวเน้นย้ำถึงการมีอิสรภาพของเ…
00:08 ดาวโจนส์ดิ่งกว่า 100 จุด หลังประธานเฟดเซนต์หลุยส์ขวางหั่นดอกเบี้ย 0.50%   ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 100 จุด หลังจากที่นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนา…

TMB Analytics แนะผู้ส่งออกใช้เครื่องมือจัดการความเสี่ยง FX หลังบาทปีนี้มีทิศทางแข็งค่า ฉุดกำไรธุรกิจส่งออกหดตัว

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2562 11:44:24 น.

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี (TMB Analytics) คาดกำไรของธุรกิจส่งออกหดหายถึง 6.6 หมื่นล้านบาท ผลจากทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทจนถึงสิ้นปี 5% ซ้ำเติมจากแนวโน้มส่งออกที่ชะลอตัวลง แนะผู้ส่งออกใช้เครื่องมือจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

โดยทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปีนี้จะสร้างแรงกดดันต่อธุรกิจที่ต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกที่ต้องใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาอื่นๆที่รุมเร้าอยู่แล้ว เช่น ระดับราคาสินค้าที่อยู่ในระดับต่ำ ตลาดโลกซบเซา การแข่งขันจากประเทศอื่น มีความจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มทางเลือกในการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่เรื่องเปิดตลาดใหม่ๆ ทำผลิตภัณฑ์สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม จนไปถึงการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถรักษาศักยภาพการทำกำไร และยังคงมีความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศต่อไป

ขณะที่ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยยังคงอ่อนแออยู่ จากตัวเลขการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง -4% (ไม่รวมทองคำและอาวุธ) นอกจากนี้ธุรกิจส่งออกไทยยังคงต้องเผชิญความเสี่ยงกับความผันผวนสูงขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนของทิศทางสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศคู่ค้าสำคัญต่างๆ อาทิ จีน ยุโรป ฯลฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลกที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่การเปลี่ยนท่าทีของธนาคารกลางหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยูโรโซน และญี่ปุ่น มีแนวโน้มไปในทางผ่อนคลายมากขึ้น กอรปกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังเข้ามาในไทยต่อเนื่อง ประเมินว่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้สิ้นปี 2562 คาดการณ์ว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอยู่ที่ 31.2 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือแข็งค่า 5% จากปลายปี 2561

จากปัจจัยกดดันดังกล่าว นอกจากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยแล้ว ในระดับธุรกิจเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ซึ่งผลกระทบจะมากหรือน้อยจะขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ โดยศูนย์วิเคราะห์ฯ ทำการประเมินผลกระทบของค่าเงินบาทต่อรายได้ของธุรกิจไทย โดยสรุปแล้วทั้งปี 2562 ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น 5% จะทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross profit margin) ของผู้ประกอบการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ -3.2% ไปถึง +4.9% หรือคิดเป็นกำไรที่หายไปประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งแยกผลกระทบค่าเงินต่อธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่

1.ธุรกิจที่เสียประโยชน์ พบว่าธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกและใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นหลัก จะได้ผลกระทบมากที่สุดจาก ทำให้รายได้ผู้ประกอบการหายไปกว่า 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น ลดลงจากระดับปกติ 0.3-3.2% กลุ่มธุรกิจที่ถูกกระทบมากที่สุด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยางพารา อาหารทะเล เนื้อสัตว์ และเครื่องประดับ

2.กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ คือ ธุรกิจขายในประเทศและนำเข้าวัตถุดิบเป็นหลัก ค่าเงินบาทแข็งค่าจะทำให้ค่าใช้จ่ายจากการนำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบที่เป็นเงินต่างประเทศน้อยลง 6.2 หมื่นล้านบาท และส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้นจากระดับปกติกว่า 0.3-4.9% ธุรกิจที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ เครื่องจักร/ชิ้นส่วน เหล็ก/โลหะ เวชภัณฑ์/เครื่องมือการแพทย์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและสิ่งทอต่างๆ

3.กลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบ คือ ธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากการส่งออก แต่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาผลิต ซึ่งทำให้ธุรกิจสามารถป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วยลักษณะของตัวธุรกิจเอง(Natural Hedging) กลุ่มธุรกิจดังกล่าว ได้แก่ ชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องดื่ม และเคมีภัณฑ์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง