พาณิชย์จับตาผลกระทบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยจากสงครามการค้ารอบล่าสุด เตรียมนำหารือ กรอ. 14 ส.ค.

ข่าวเศรษฐกิจ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562 16:45 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ตามที่สหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศจีนอีก 10% รวม 3,812 รายการ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.62 นั้น จะทำให้สงครามการค้าครั้งนี้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยทำให้ปริมาณการค้าโลกหดตัว รวมทั้งส่งผลต่อตลาดเงิน ตลาดทุน และราคาน้ำมันที่มีการตอบสนองทันทีหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทวีตประกาศการขึ้นภาษีตอบโต้ครั้งล่าสุด โดยตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ ร่วงลงกว่า 200 จุด เช่นเดียวกับราคาน้ำมัน ซึ่งก่อนหน้านี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ประกาศปรับลดคาดการณ์ GDP และปริมาณการค้าโลก (สินค้าและบริการ) ปี 2562 เหลือ 3.2% และ 2.5% ตามลำดับ

พาณิชย์จับตาผลกระทบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยจากสงครามการค้ารอบล่าสุด เตรียมนำหารือ กรอ. 14 ส.ค.

"หากสหรัฐฯ เดินหน้าขึ้นภาษีจริง ผลกระทบทางตรงต่อการส่งออกไทย และผลกระทบทางอ้อมผ่านห่วงโซ่อุปทานจีน ประเมินว่ามีไม่มากนักเมื่อเทียบกับมาตรการที่ผ่านมา และบางส่วนเป็นสินค้าที่ไทยมีการนำเข้าสุทธิในปี 2561 และ 2562 ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ จะติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบผ่านห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่างใกล้ชิด" ผู้อำนวยการ สนค.ระบุ

สำหรับรายการสินค้าที่ไทยสามารถแสวงหาโอกาสในการส่งออกเพิ่มได้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีอยู่หลายรายการ ซึ่งไทยมีโอกาสที่จะส่งออกเพิ่มในตลาดสหรัฐฯ กว่า 725 รายการ เป็นสินค้าที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดและความสามารถทางการแข่งขันในรายสินค้า (RCA) สูง ประกอบกับภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าไทยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค อาทิ อาหารและเครื่องปรุงอาหาร (เครื่องเทศ น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะพร้าว พีนัท ถั่ว Pignolia น้ำตาลอ้อย) น้ำผลไม้ ขิง ชาเขียว เสื้อผ้าและผ้าผืน รองเท้า อุปกรณ์กีฬา เครื่องประดับ (ไข่มุกและนาฬิกา) และของใช้ในบ้าน (เครื่องเซรามิก เครื่องแก้ว)

น.ส.พิมพ์ชนก ระบุว่า การตอบโต้กันระหว่างสหรัฐฯ และจีน เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเช่นไทย โดยรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์มิได้นิ่งนอนใจ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.พาณิชย์) ในวันที่ 14 ส.ค.62 จะมีการหารือในประเด็นนี้ด้วย โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมแนวทางการรับมือไว้ เช่น ทำแผนรุกตลาดในสินค้าศักยภาพลงลึก และเร่งการพัฒนาการส่งออกผ่านออนไลน์ (e-commerce) เตรียมข้อมูลเรื่อง non-tariff measures ที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ควรเร่งเจรจา เร่งผลักดันการค้าชายแดนที่มีศักยภาพในการขยายตัว

"สงครามการค้าครั้งนี้ ไม่ได้มีแต่สหรัฐฯ และจีนที่เจ็บตัวกัน แต่ผลกระทบกระจายไปทั่วโลก เจ็บตัวกันไปไม่มากก็น้อย ซึ่งไม่เป็นการดีกับการค้าโลกที่ยังเปราะบางอยู่ สนค. มองว่าความขัดแย้งของ 2 ประเทศ มีรากเหง้าลึกกว่าเรื่องของการค้า เป็นการแข่งขันกันในด้านเทคโนโลยีและการมีอิทธิพลในทวีปเอเชียด้วย จึงอาจจะเป็นหนังเรื่องยาว ในส่วนของไทยแม้ว่าอาจจะทำให้การส่งออกลดลงบ้างในปีนี้ แต่ท่ามกลางปัญหาก็ยังเห็นโอกาสอยู่หลายจุด เพราะเศรษฐกิจไทยและการส่งออกไทยมีพื้นฐานที่เข้มแข็ง สินค้าไทยหลายตัวมีมาตรฐานสูงและมีชื่อเสียงในตลาดโลก ขณะนี้เป็นโอกาสที่เราจะนำสินค้าไทยแทรกเข้าไปในหลายตลาด แม้ว่าระยะสั้นอาจจะต้องมีผลกระทบแรงต่อการส่งออก แต่มั่นใจว่าถ้าทุกภาคส่วนร่วมมือกันก็จะรับมือได้อย่างแน่นอน" น.ส.พิมพ์ชนกระบุ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ติดตามสถานการณ์การนำเข้าอย่างใกล้ชิด ในกลุ่มสินค้าสำคัญ ได้แก่ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ฯ อะลูมิเนียม เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า รองเท้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ เครื่องจักรไฟฟ้า ทองแดง และเคมีภัณฑ์ เพื่อป้องกันการสินค้าไหลเข้ามาไทยเป็นจำนวนมากจากมาตรการภาษีระหว่างสหรัฐฯและจีนที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศและผู้บริโภค ซึ่งยังไม่พบการนำเข้าที่ผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา

อนึ่ง สินค้าล็อตใหม่ที่สหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษี 10% ในวันที่ 1 ก.ย.62 จากจีนมีจำนวน 3,812 รายการ (มี 7 รายการที่ซ้ำกับมาตรการ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่บังคับใช้ไปแล้ว) เป็นสินค้าส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมดที่สหรัฐฯ นำเข้าจากจีน โดยส่วนใหญ่ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ อาหาร อุปกรณ์/เครื่องใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม) เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ และของเล่น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยกเว้นสินค้าบางรายการ อาทิ ยา และแร่ Rare Earth

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์จะนัดประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.พาณิชย์) ในวันที่ 14 ส.ค.62 เพื่อหารือกำหนดแนวทางการเพิ่มและขยายโอกาสทางการค้าของไทยไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงการติดตามสถานการณ์ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ที่กำลังจะมีปัญหาเพิ่มขึ้น หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนล็อตใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.62

"ปัญหาสงครามการค้า จะเป็นประเด็นหนึ่งที่จะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน เพื่อประเมินผลกระทบ หาทางออก และแนวทางรับมือ เพื่อไม่ให้การค้าไทยต้องสะดุด และยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้" รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ระบุ

ทั้งนี้ นายจุรินทร์ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ไทยที่ประจำอยู่ในสหรัฐฯ และจีน ติดตามดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนรอบใหม่ โดยให้ดูว่ามีเสียงตอบรับหรือคัดค้าน หรือมีความเคลื่อนไหวทางการค้าอะไรบ้าง และให้ดูว่าไทยจะมีโอกาสในการเจาะเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ด้วยวิธีการใด โดยเฉพาะการทดแทนสินค้าจีนที่ถูกขึ้นภาษี ส่วนในจีนให้จับตาดูท่าทีของจีนว่ามีความเห็นอย่างไร จะมีการตอบโต้คืนหรือไม่ และหากจะตอบโต้จะตอบโต้สินค้าใด เพื่อที่จะดูว่าสินค้าไทยจะมีโอกาสหรือได้รับผลกระทบอย่างไร


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ