รมว.คลัง กำชับสรรพากรจัดเก็บรายได้ปีงบ 63 ให้ได้ตามเป้า 2.11 ล้านลบ. เพื่อรองรับขยายการลงทุนในอนาคต

ข่าวเศรษฐกิจ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2562 16:36 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้ผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากรว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนอยู่ในขณะนี้ ได้สั่งการให้กรมสรรพากรวางแผนการเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2563 วงเงิน 2.11 ล้านล้านบาทให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อให้ประเทศมีเงินรายได้เพียงพอรองรับการลงทุนในด้านต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ยังได้สั่งการให้กรมสรรพากรเดินหน้าการจัดเก็บภาษี e-Business ซึ่งกระทรวงการคลังพร้อมสนับสนุนให้มีการเดินหน้ากฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากจะส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ของประเทศ และช่วยให้เกิดการขยายฐานภาษีให้มากขึ้น โดยรายละเอียดของกฎหมายยังยืนยันตามร่างเดิม คือ ให้เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแพลตฟอร์มของผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในต่างประเทศ แต่มีรายได้เกิดขึ้นในไทยจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ส่วนการขยายเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% ออกไป หลังจากจะหมดอายุในวันที่ 30 ก.ย.62 ว่า กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรจึงจะเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ ก่อนที่จะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา

ในส่วนของการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% และการลดภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ 2 ปี รวมถึงเว้นภาษีให้เด็กจบใหม่ 5 ปี ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของพรรคพลังประชารัฐที่ได้หาเสียงไว้นั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องนี้ โดยได้สั่งการให้กรมสรรพากรไปดูภาพรวมทั้งหมดว่าสามารถจะดำเนินการลดภาษีอย่างไร เพื่อไม่ให้กระทบกับสถานะการคลัง โดยได้มอบหมายให้กรมสรรพากรดูการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล เพื่อให้ครอบคลุม และลดความเหลื่อมล้ำ

"ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกในวันที่ 30 ส.ค. นี้"

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า จากเป้าหมายการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ 2.11 ล้านล้านบาท ได้เตรียมมาตรการในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บให้เป็นไปตามเป้าหมายแล้ว

สำหรับการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ 10% ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นการคิดจากฐานอะไร แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามการลดภาษีส่วนนี้ จะทำให้เสียรายได้ไปอย่างแน่นอน รวมถึงจะเพิ่มความเหลื่อมล้ำมากขึ้นให้กับการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาระหว่างผู้มีรายได้น้อยกับผู้ที่มีฐานะดี

ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันมีผู้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จำนวน 10.7 ล้านคน ในจำนวนนี้มีเพียง 4 ล้านคน โดยในส่วนนี้เป็นคนที่มีฐานะดี 3% ซึ่งคิดเป็นรายได้ของภาษีบุคคลธรรมดาถึง 72% ของรายได้ภาษีบุคคลธรรมดาที่เก็บได้ปีละประมาณ 4 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 17% ของรายได้ที่กรมสรรพากรจัดเก็บได้ทั้งหมด

"การเก็บรายได้ของกรมสรรพากรที่ 2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 70% ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ หากมีการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็ย่อมกระทบกับการจัดเก็บรายได้ของประเทศและกรมสรรพากรอย่างแน่นอน ส่วนภาษี e-Business คาดว่าจะเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาได้ภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่ม 3-4 พันล้านบาทต่อปี" อธิบดีกรมสรรพากรระบุ

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ