ข่าวอินโฟเควสท์
20:22 ตำรวจฮ่องกงเผยจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ 13 ราย ระหว่างการประท้วงที่ยังลุกลามตลอดสัปดาห์   ตำรวจฮ่องกงเปิดเผยในวันนี้ว่า ทางตำรวจได้จับกุมตัวชาย…
19:20 เงินปอนด์แข็งค่าเทียบดอลล์ ขานรับข้อตกลง Brexit,BoE ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย   เงินปอนด์ยังคงแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในวันนี้ โดยขานรับข่า…
19:00 ดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวกเล็กน้อย ขานรับผลประกอบการแกร่ง ขณะวิตกภาวะเศรษฐกิจโลก   ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ขยับขึ้นเล็กน้อยในวันนี้ โดยได้แรงหนุนจากการเป…
18:53 PTT เข้าพบ"ศักดิ์สยาม" พร้อมร่วมมือรื้อย้ายท่อน้ำมัน-ท่อก๊าซที่กีดขวางในพื้นที่ก่อสร้างไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน   นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม…
18:47 ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นกำกับดูแล "ธุรกิจที่ปรึกษา-ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล"หนุนได้รับบริการตามมาตรฐาน   สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลั…

คลัง ห่วงเฟดลดดอกเบี้ยมีส่วนกดบาทแข็งยิ่งกระทบส่งออก หวังธปท.ดูแลให้สอดคล้องกับประเทศคู่แข่ง

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562 15:50:23 น.

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1.75%-2.00% เป็นเรื่องที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว และตลาดยังมองว่าปีนี้เฟดมีโอกาสจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก ข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องนำไปประเมินว่าจะมีผลกระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านของเสถียรภาพและการเติบโตอย่างไร

ในส่วนของกระทรวงการคลัง ยอมรับว่ามีความกังวลต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด เพราะจะมีผลทำให้เงินบาทแข็งค่าได้อีก ซึ่งจะส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกของไทยที่ปัจจุบันไม่ดีอยู่แล้ว ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยมองว่าเงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นได้ แต่ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศคู่แข่ง

"ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทย เป็นหน้าที่ของ กนง.ที่ต้องพิจารณาให้เหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เต็มศักยภาพ" ผู้อำนวยการ สศค.กล่าว

พร้อมระบุว่า สำหรับผลกระทบของราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น จะทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นจึงเชื่อว่าจากปัจจัยดังกล่าวจะกระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเพียงเล็กน้อย ซึ่ง สศค.ได้คาดการณ์ไว้ว่าราคาน้ำมันตลาดในโลกของปีนี้เฉลี่ยแล้วยังสูงกว่าราคาในปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่เป็นห่วงในเรื่องนี้

ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย ที่ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 78% ของ GDP ซึ่งเมื่อตัดหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อการทำธุรกิจ 12-13% ออกไปจะทำให้หนี้ครัวเรือนที่แท้จริงอยู่ที่ระดับ 65% ของ GDP ซึ่งถือว่าไม่สูงมากนัก และไม่มีความน่าเป็นห่วง เพราะหนี้เสียของหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับ 3% ซึ่งถือเป็นระดับปกติของหนี้เสียในระบบสถาบันการเงิน ไม่ได้มีนัยแต่อย่างใด

สำหรับการศึกษาเรื่องการจัดตั้งกองทุนหุ้นยั่งยืน (SEF) ตามที่สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเสนอมานั้น ขณะนี้ สศค.ยังอยู่ระหว่างการศึกษาว่ามีความจำเป็นต้องมาทดแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่จะหมดอายุในสิ้นปีนี้หรือไม่ เพราะ LTF ได้ทำหน้าที่ในการสร้างตลาดทุนให้เข้มแข็งได้ตามวัตถุประสงค์แล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง