สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เผยภาคธุรกิจ-นักลงทุนหวังรัฐเร่งเบิกจ่ายงบฯกระตุ้นศก.หลังมองนโยบายการเงินมีประสิทธิภาพลดลง

ข่าวเศรษฐกิจ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562 16:07 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ธนาคารสำรวจความคิดเห็นภาคธุรกิจและนักลงทุนในงานสัมมนาประจำปี โดยพบว่าภาคธุรกิจและนักลงทุนหวังรัฐบาลเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยที่แรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและการขาดปัจจัยกระตุ้นภายในทำให้ธุรกิจและนักลงทุนมีมุมมองต่อการทำธุรกิจของตนในช่วง 6 เดือนข้างหน้าแบบระมัดระวัง

สำหรับประเด็นที่เห็นว่าน่าเป็นห่วงมากที่สุด คือสงครามการค้าสหรัฐฯและจีน ซึ่งหากไม่มีทางออกก็ไม่เห็นปัจจัยหรือมาตรการอื่นที่จะช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้ ซึ่งหมายความว่านโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการเงินอาจถูกมองว่าจะมีประสิทธิภาพน้อยลงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และส่งผลกระทบต่อภาวะของเศรษฐกิจโลก รวมไปถึงการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน แต่หากสงครามการค้ามีทางออกที่คลี่คลาย จะเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญไปอีก 2-3 ปีข้างหน้าได้

ด้านนโยบายทางการเงิน มีความเป็นไปได้ที่จะมีบทบาทน้อยลงในการช่วยดูแลเศรษฐกิจ แต่คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% อยู่ที่ 1.25% ในการประชุมเดือน พ.ย.นี้ พร้อมกับคาดหวังให้รัฐบาลเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจและนักลงทุนยังคงอยู่ในช่วงระมัดระวัง เนื่องจากยังมีประเด็นที่ต้องติดตามทางการเมือง ที่อาจเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการพิจารณางบประมาณปี 63 ที่มีความล่าช้าอยู่

สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ปัจจุบันค่าเงินบาทถือว่าแข็งค่าขึ้นมาราบ 7% ทำให้ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบ และการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมีความยากลำบากขึ้น รวมทั้งทำให้ไทยสูญเสียตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งการที่บาทแข็งค่า ช่วยธุรกิจบางส่วนในแง่ของการนำเข้า โดยที่ธนาคารมองว่าแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินพื้นฐาน น่าจะมีการพักหรือปรับฐาน ซึ่งธนาคารมองค่าเงินบาทอยู่ที่ 31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสิ้นปี 62

มุมมองเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวในระยะสั้น ยังมองว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ยังอยู่ที่ 3% ในปี 62 โดยมีปัจจัยหนุนในระยะสั้นจากการกระตุ้นในช่วงครึ่งปีหลังบนฐานเดิมที่ต่ำ แต่การเติบโตทั้งภายในและภายนอกยังเป็นไปอย่างชะลอตัว และยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมองว่าการประมาณการตัวเลข GDP ไทยในปี 62 ที่ธนาคารคาดไว้ที่ 3.5% อาจจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในแทขภายนอกประเทศ

สิ่งที่นักลงทุนคาดหวังอยากจะเห็นมากที่สุกในตอนนี้ คือ นโยบายการคลัง ที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ และการพิจารณางบประมาณปี 63 ในวันที่ 17 ต.ค.ที่จะถึงนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจในการลงทุน หลังจากที่นักลงทุนต่างชะลอการลงทุนไปเพื่อรอดูการพิจารณางบประมาณปี 63 แต่หากงบประมาณปี 63 ไม่ผ่านจะกระทบทำให้ไม่เกิดการลงทุนใหม่ และจะกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทยด้วย


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ