(เพิ่มเติม) พาณิชย์ เผย CPI เดือน ต.ค. ขยายตัว 0.11% CORE CPI ขยายตัว 0.44% มองแนวโน้ม Q4/62 เพิ่มขึ้น ทั้งปีคาด 0.75%

ข่าวเศรษฐกิจ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 12:49 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนต.ค. อยู่ที่ 102.74 ขยายตัว 0.11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หดตัว -0.16% จากเดือนก.ย.62 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อช่วง 10 เดือนปีนี้ (ม.ค.-ต.ค.) ขยายตัวเฉลี่ย 0.74% โดย CPI เดือน ต.ค.ชะลอตัวมากสุดในรอบ 28 เดือน จากผลราคาน้ำมันเป็นหลัก ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (CORE CPI) เดือนต.ค. อยู่ที่ 102.74 ขยายตัว 0.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัว 0.04% จากเดือนก.ย.62 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานช่วง 10 เดือนของปีนี้ขยายตัวเฉลี่ย 0.53% โดยในเดือนต.ค.นี้ มีสินค้าที่ราคาเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 140 รายการ เช่น ผักคะน้า ต้นหอม แตงกวา ผักชี เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ราคาลดลงจากเดือนก่อนหน้า มี 98 รายการ เช่น ราคาน้ำมัน เนื้อสุกร ผลไม้สด เป็นต้น

(เพิ่มเติม) พาณิชย์ เผย CPI เดือน ต.ค. ขยายตัว 0.11% CORE CPI ขยายตัว 0.44% มองแนวโน้ม Q4/62 เพิ่มขึ้น ทั้งปีคาด 0.75%

ขณะที่ดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์อยู่ที่ 104.91 ขยายตัว 2.22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หดตัว -0.10% จากเดือน ก.ย.62 ส่วนดัชนีหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มอยู่ที่ 101.53 หดตัว -1.09% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และหดตัว -0.18% จากเดือนก.ย.62

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ต.ค.62 สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.11% เป็นการสูงขึ้นในลักษณะชะลอตัวมากสุดในรอบ 28 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิ.ย.60 โดยปัจจัยสำคัญของการชะลอตัวมาจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของราคาพลังงานเป็นหลัก ซึ่งราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศลดลงถึง 11.57% ถือเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงที่ต่ำสุดในรอบ 43 เดือน

"เงินเฟ้อในเดือนต.ค.นี้ แม้จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.11% แต่ยังถือว่าชะลอตัวมากสุดในรอบ 28 เดือน โดยเป็นผลจากราคาน้ำมันเป็นสำคัญ" น.ส.พิมพ์ชนก กล่าว

ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวว่า เงินเฟ้อในเดือนต.ค.นี้ ยังคงได้รับแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ การส่งออก และการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งส่งผลทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ สอดคล้องกับเครื่องชี้วัดด้านอุปทาน โดยเฉพาะดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง รวมทั้งอัตราการจ้างงานในภาคอุตสาหรรมที่กลับมาหดตัว และเครื่องชี้วัดด้านอุปสงค์ เช่น ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ยังคงมีสัญญาณบวกจากการเร่งตัวขึ้นของการใช้จ่ายในประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งในเรื่องการประกันรายได้สินค้าเกษตร และมาตรการส่งเสริมการใช้จ่ายในประเทศเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการท่องเที่ยว ผ่านโครงการ "ชิมช้อปใช้" โดย สนค.คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 4 น่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีน่าจะอยู่ในกรอบ 0.7-1.0%

"เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 0.75% ลดลงจาก 0.85% ที่ได้เคยประเมินไว้เมื่อครั้งก่อน ซึ่งก็ยังไม่ถึงกับกรอบล่างที่ ธปท.และกระทรวงการคลังตั้งเป้าไว้ที่ 1-4% เป็นเพราะฐานราคาน้ำมันในปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ปีนี้ลงมาเหลืออยู่ประมาณ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล จึงทำให้ฐานในปีก่อนสูง และคาดว่าราคาน้ำมันจะทรงตัวอยู่ในระดับนี้ถึงสิ้นปี" น.ส.พิมพ์ชนก กล่าว

พร้อมมองว่า อัตราเงินเฟ้อในระดับปัจจุบันถือว่ายังใช้ได้เมื่อเทียบกับสภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ประกอบกับการที่รัฐบาลได้มีนโยบายช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปี จึงเชื่อว่าจะช่วยทำให้บรรยากาศการใช้จ่ายในประเทศปรับตัวดีขึ้นพอสมควร

"การที่รัฐบาลมีมาตรการออกมาช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ทั้งในส่วนของภาคประชาชน คือ ชิมช็อปใช้ และภาคเกษตร ในเรื่องประกันรายได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้จ่ายและการบริโภคเพิ่มมากขึ้น การใช้จ่ายเริ่ม flow จากทั้งภาคเกษตรกร และประชาชนทั่วไป จะเห็นได้จากกยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น...ส่วนจะช่วยดัน GDP ในปีนี้ได้มากน้อยเพียงใดนั้น กระทรวงการคลังคงจะประเมินอยู่ แต่เรามองว่า รัฐบาลมาถูกทางแล้วในการกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภคในประเทศ" น.ส.พิมพ์ชนก กล่าว

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ