"สมคิด"มอบนโยบายกฟผ.ช่วยดูแลค่าไฟฟ้า พร้อมเร่งลงทุนช่วงบาทแข็งหวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

ข่าวเศรษฐกิจ 9 มกราคม พ.ศ. 2563 15:45 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเดินทางมาตรวจเยี่ยมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในวันนี้ได้มอบนโยบายให้ กฟผ.ช่วยดูแลค่าไฟฟ้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน ตลอดจนช่วยดูแลชุมชนควบคู่กันไปด้วย รวมถึงให้รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง กฟผ.เร่งการลงทุนในช่วงเวลาที่เงินบาทแข็งค่าเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ภาพรวม กฟผ.มีผลประกอบการที่แข็งแรงอยู่แล้ว ก็จะสามารถเข้ามาดูแลในเรื่องเหล่านี้ได้

"วันนี้มาคุยหลายเรื่อง หลักๆ คือค่าไฟอยู่ได้ และช่วยคนจนได้มากขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าค่าไฟในระยะสั้นจะขึ้น รัฐบาลดูแลประชาชนอยู่แล้ว ไม่ทำอะไรให้ประชาชนเดือดร้อน ถ้าไม่จำเป็น...ปีนี้ให้ กฟผ.ลงทุนให้เยอะ เพราะมีการลงทุนหลายอย่าง การลงทุนในชุมชนทำได้เลย โครงสร้างพื้นฐานทำได้เลย ไม่ต้องรอช้า เพราะขณะนี้งบประมาณเรายังไม่ผ่านสภาฯ จะเอาแรงที่ไหนไปขับเคลื่อน กฟผ.ในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจก็จะเป็นมือเป็นไม้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ"นายสมคิด กล่าว

นายสมคิด กล่าวอีกว่า จากการได้รับฟังข้อมูลของ กฟผ.ในวันนี้ ทำให้รับรู้ว่า กฟผ.ได้ก้าวข้ามจากการผลิตไฟฟ้าธรรมดา ไปสู่พลังงานแห่งอนาคตและนวัตกรรมต่างๆ แต่เรื่องการผลิตไฟฟ้า กฟผ.ก็ยังต้องเป็นหลักที่มั่นคง และสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางขณะนี้ ก็ยังมั่นใจว่ากระทรวงพลังงานดูแลอย่างเพียงพอ ทำให้น่าจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าน้อยมาก ซึ่งก็ขอให้ กฟผ.ช่วยดูแลค่าไฟฟ้าให้ทรงตัวในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะประชาชนผู้ยากไร้ขอให้ กฟผ.ดูแลเพิ่มเติม ซึ่งคงต้องมีการหารือในรายละเอียดต่อไป

นอกจากนี้ ในอนาคต กฟผ.มีแผนที่จะรุกตลาดของ CLMV ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม และอีก 1 ประเทศ คือมาเลเซีย ซึ่งในอนาคต 4-5 ประเทศนี้นับว่าเป็นตลาดของ กฟผ. และ กฟผ.สามารถแข่งขันทุกประเทศ เช่น แข่งขันกับผู้ประกอบการจีนในลาว ในกัมพูชา ในเมียนมา ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสูง ทำให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้ามาก ก็เป็นโอกาสของ กฟผ. เพียงแต่โครงสร้างของ กฟผ.ต้องปรับเพื่อให้รุกสู่ตลาดเหล่านี้ได้อย่างมีความแข็งแกร่ง

ขณะเดียวกัน กฟผ.มองถึงกลุ่มอุตสาหกรรมในอนาคตที่มีความสนใจ ได้แก่ พลังงานทดแทน ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะสถานีชาร์จไฟฟ้า ซึ่งได้แนะนำให้ กฟผ.หาพันธมิตรที่เหมาะสมเพื่อร่วมกันเข้าสู่ธุรกิจนี้ ด้านพลังงานชุมชน กฟผ.ก็พร้อมที่จะเข้าไปลงทุน เพราะหนึ่งภารกิจของ กฟผ.เพื่อให้ความเป็นอยู่ของชุมชนดีขึ้น ดังนั้น กฟผ.ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และประชาชนในพื้นที่ ในการทำไฟฟ้าชุมชนสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดรายได้มหาศาล

ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางที่จะช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้มีรายได้น้อย รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อให้ใช้ค่าไฟฟ้าถูกลง ซึ่งจะต้องมีการหารือในรายละเอียดต่อไป โดยในส่วนของผู้มีรายได้น้อยที่ปัจจุบันรัฐบาลให้การช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว ก็จะหาแนวทางที่จะช่วยเหลือเพิ่มอีกได้หรือไม่ต่อไป ส่วนการช่วยเหลือ SMEs เพราะตระหนักถึงความสำคัญของต้นทุนพลังงาน ซึ่งส่วนใหญ่คือค่าไฟฟ้า ก็ต้องพิจารณาว่าจะมีแนวทางช่วยเหลือได้อย่างไรบ้างต่อไป

"วิธีการดำเนินการจะเป็นอย่างไร ขอหารือกันก่อน ยังไม่มีคำตอบในขณะนี้ แต่เบื้องต้นยังคงตรึงค่าไฟฟ้าในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ไว้อยู่" นายสนธิรัตน์ กล่าว

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับการเร่งรัดการลงทุนของ กฟผ.นั้น ปัจจุบันมีแผนลงทุนมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี หลังจากนี้ก็จะหารือเชิงลึกว่าจะใช้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างไรบ้าง ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (10 ม.ค.) ก็จะได้หารือถึงทิศทางการลงทุนกับผู้บริหารของ กฟผ. รวมถึงจะเชิญ บมจ.ปตท. (PTT) ที่เป็นรัฐวิสาหกิจของกระทรวงพลังงานเข้ามาหารือ เพื่อเร่งรัดแผนลงทุนต่าง ๆ ด้วย

ด้านนายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยว่า สำหรับแผนการลงทุนของ กฟผ.ในปี 63 อยู่ที่ 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ กฟผ.ได้ประมูลงานต่าง ๆ ตามแผนการลงทุนในปีนี้ไปแล้ว ดังนั้นจะนำงบประมาณในปี 64 ที่มีแผนลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านบาทขึ้นมาพิจารณาว่าจะสามารถเร่งรัดการลงทุนในส่วนใดได้บ้าง ซึ่งในปี 64 จะมีการลงทุนทั้งในส่วนของสายส่ง, โรงไฟฟ้าพระนครใต้ และโรงไฟฟ้าบางปะกง

ส่วนแผนลงทุนระยะยาวของ กฟผ.จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ 8 โรง รวมกำลังการผลิต 5,400 เมกะวัตต์ (MW) ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 3 แสนล้านบาท โดยจะทยอยนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติก่อสร้างและทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 68-72 โดยโรงไฟฟ้าใหม่แห่งแรกจะเข้าระบบในปี 68 ได้แก่ โรงไฟฟ้าน้ำพอง โรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี 2 หน่วย


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ